ริบบิ้นไว้อาลัย
“กัญชาไม่เสรี” หลังประกาศสมุนไพรควบคุม ฉบับใหม่
“กัญชาไม่เสรี” หลังประกาศสมุนไพรควบคุม ฉบับใหม่

“กัญชาไม่เสรี” หลังประกาศสมุนไพรควบคุม ฉบับใหม่

“กัญชาไม่เสรี” หลังประกาศสมุนไพรควบคุม ฉบับใหม่

อ่านให้ฟัง
 
     
              นับจากการ “ปลดล็อกกัญชา” โดยถอดออกจากยาเสพติด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ผ่านมาแล้ว 3 ปี “กัญชา” กำลังจะนำกลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามประกาศควบคุม เลิก กัญชา เสรี ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น พร้อมสั่งห้ามจำหน่าย หากไม่มีใบอนุญาต รวมถึงในช่องทางออนไลน์ ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า 
 
   
     
 



 
 

          ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงสาธาณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมที่มีค่าต่อการศึกษาหรือวิจัย หรือมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายใดมาใช้ควบคุมเป็นการเฉพาะ เพื่อมิให้ใช้ไปในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ จึงควรมีการควบคุมไม่ให้นำกัญชาเฉพาะส่วนที่เป็นช่อดอกไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 44 และมาตรา 45 (3) (4) (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

           ข้อ 1  ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
           ข้อ 2  ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
           ข้อ 3  ให้กัญชาซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis วงศ์ Cannabaceae เฉพาะส่วนของช่อดอกเป็นสมุนไพรควบคุม        
           ข้อ 4  ผู้ใดประสงค์จะศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 และผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
                          (1) ผู้รับใบอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มา การนำไปใช้ และจำนวนที่เก็บไว้ ณ สถานประกอบการ และให้รายงานข้อมูลนั้น ต่อนายทะเบียนตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
                          (2) ผู้รับใบอนุญาตให้ส่งออกสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ต้องแจ้งรายละเอียดการส่งออกต่อผู้อนุญาตเป็นรายครั้ง ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
                          (3) ผู้รับใบอนุญาตให้จำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ต้องจำหน่ายสมุนไพร ควบคุมให้กับผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 เท่านั้น
                          (4) การจำหน่ายและส่งออกสมุนไพรควบคุมของผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวที่ดีจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
                          (5) ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุมเพื่อการสูบในสถานที่ประกอบการ เว้นแต่การจำหน่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทยผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ และผู้ประกอบวิชาชีพ ทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยของตน
                          (6) ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์
                          (7) ห้ามโฆษณาสมุนไพรควบคุมในทุกช่องทางเพื่อการค้าห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าในสถานที่ ดังต่อไปนี้
                                - วัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา
                                - หอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก
                                - สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก
                          การจำหน่ายสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าตามวรรคหนึ่ง (3) ไม่รวมถึงกรณีการจำหน่ายสมุนไพรควบคุมให้กับบุคคลใด ๆ ที่มีใบสั่งจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเภสัชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์
                         การสั่งจ่ายตามวรรคสอง ให้กำหนดจำนวนหรือปริมาณการใช้ตามความจำเป็นเพื่อการรักษาตัวเป็นการเฉพาะที่ใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน
          ► ข้อ 5 ให้ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เฉพาะในส่วนที่เป็นสมุนไพร
ควบคุมตามประกาศนี้ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อ 3 ของประกาศฉบับนี้ด้วย

           ข้อ 6 แบบการรายงาน แบบการแจ้งรายละเอียดการส่งออกสมุนไพรควบคุมรายครั้งและแบบใบสั่งจ่ายให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด



 



  ย้อนรอยนโยบาย “กัญชาเสรี”  

-----------------------------


 
          นโยบาย “กัญชาเสรี” เกิดจากการผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย มาจากแนวคิดที่ว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านสายพันธุ์และภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเพาะปลูก โดยมีการเสนอให้ประชาชนสามารถปลูกกัญชาเพื่อใช้ในครัวเรือนได้บ้านละไม่เกิน 6 ต้น หากมีผลผลิตเหลือใช้สามารถขายให้รัฐได้ โดยที่อนุญาตให้ใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ทั้งทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และสันทนาการ นโยบายดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ โดยรัฐต้องให้การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมกัญชาไทย สำหรับการใช้เพื่อสันทนาการ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมาย เช่น กำหนดอายุผู้ใช้ ปริมาณการบริโภค และพื้นที่อนุญาตให้ใช้ โดยมีการปลดล็อกหรือถอดออกจากยาเสพติด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 พ.ศ. 2565 โดยกำหนดให้ “ทุกส่วนของกัญชา” ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด และสารสกัดกัญชาที่มีสาร THC หรือ CBD ไม่เกิน 0.2% ไม่ถือเป็นยาเสพติด




 



♦  ผลกระทบจากการปลดล็อก “กัญชา”  

-----------------------------


 
          ภายหลังจากที่ภาครัฐได้ปลดล็อก “กัญชา” ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อดีข้อเสีย โดยพบว่า 
          ►  ข้อดีของการปลดล็อกกัญชา  คือ ผู้ป่วยที่ต้องการใช้ช่อดอกกัญชาในการรักษาโรค สามารถเข้าถึงการรักษาได้ดีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากประชาชนสามารถปลูกเองได้โดยไม่ต้องจดแจ้ง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชกัญชามาผสมเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดสินค้าที่มีส่วนประกอบของกัญชาจำนวนมาก ทั้งที่เป็นสินค้าอุปโภค และสินค้าบริโภค เช่น ผงปรุงอาหาร น้ำกัญชาสกัดเข้มข้น รวมถึงสบู่ แชมพูสระผม หน้ากากบำรุงผิวพรรณ
            ข้อเสียที่พบ  คือ มีการเติบโตของธุรกิจกัญชาเพื่อการสันทนาการเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งร้านเหล่านี้มักจะเน้นการเสพเพื่อให้เกิดอาการเมา ซึ่งถือว่าเป็นการทำธุรกิจในลักษณะที่ก้ำกึ่ง กล่าวคือ ในด้านหนึ่งสารสกัดจากดอกกัญชาที่ใช้มักจะเกิน 0.2% ซึ่งทำให้กระบวนการสกัดเข้าข่ายที่จะต้องถูกพิจารณาอนุมัติโดยภาครัฐ แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นการยื่นขอเพื่อสกัดใช้ในทางการแพทย์ และสามารถส่งผลิตภัณฑ์ไปยังร้านกัญชาเพื่อการสันทนาการเหล่านี้ได้โดยอ้างว่าเป็นการรักษาโรค เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคสมาธิสั้น เป็นต้น

 


 
          ด้านหนึ่งการมีร้านค้าจำนวนมากย่อมส่งผลกระทบทางด้านสังคมต่อประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปมากขึ้นเช่นเดียวกัน และจากข้อมูลสำรวจพบว่า ร้านค้าเหล่านี้จำนวนมากมีเจ้าของเป็นคนต่างชาติ จึงทำให้ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจบางส่วนไม่ได้ตกอยู่กับคนไทยแต่อย่างใด โดยในส่วนของผลกระทบทางด้านสังคม คือ
            1.    ปัญหาเยาวชนใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา ซึ่งพบว่าการใช้กัญชาในหมู่เยาวชนอาจจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง จึงควรที่จะต้องมีกลไกการป้องกันไม่ให้เยาวชนซึ่งมีความอยากทดลอง
เข้ามาใช้
            2.    ปัญหาคุณภาพของกัญชา ซึ่งพบว่าในปัจจุบันการปลูกกัญชาที่ทำได้อย่างเสรี ทำให้เกิดกัญชาที่มีคุณภาพต่ำมากยิ่งขึ้น กัญชาที่มีคุณภาพต่ำจากกระบวนการผลิตจะมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
            3.    ปัญหาการใช้กัญชาผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งพบว่าการใช้กัญชาที่มีคุณภาพมักจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและต่อสังคมในระดับที่ต่ำกว่าการใช้กัญชาร่วมกับการดื่มสุรา การเสพยาบ้า หรือ การผสมเห็ดเมา ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง จิตหลอน มากกว่าปกติ
            4.    ปัญหากัญชาที่ก่อความรำคาญกับผู้อื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้ตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงกลิ่นควันจากการเสพกัญชาที่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน


 
      





♦  การจัดระเบียบกัญชาและมาตรการทางกฎหมาย  

-----------------------------


 
          ปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชามีการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาคือ ร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง พ.ศ. .... ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะมีการผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อใด ทำให้มาตรการในการควบคุมกัญชาไม่เป็นรูปธรรม แม้ภาครัฐจะมีกฎหมายในการกำกับดูแล แต่ในทางปฏิบัติยังมีช่องโหว่ในหลาย ๆ ด้าน ที่สำคัญที่สุดคือ ช่องโหว่ของการบังคับใช้กฎหมายจนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถใช้กัญชาได้อย่างเสรี ซึ่งในความเป็นจริงกัญชาไม่ได้เสรีตามที่เข้าใจกัน ยังมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องที่ทุกภาคส่วนและประชาชนต้องมีความเข้าใจอย่างรอบด้าน กล่าวคือ
          ►  อุตสาหกรรมกัญชา  คือ การเพาะปลูก ปัจจุบันแบ่งเป็นการปลูกเพื่อจำหน่ายและเพื่อใช้ในครัวเรือน ในส่วนของการเพาะปลูกเพื่อจำหน่ายกฎหมายยังขาดความชัดเจนว่า สามารถปลูกได้โดยเสรีหรือต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ต้องมีการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ. 2564 ในขณะที่การใช้ในครัวเรือนมีเพียงข้อกำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุขให้ผู้ปลูกกัญชาจดแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน“ปลูกกัญ” โดยไม่มีข้อกำหนดเพื่อรองรับผลกระทบอย่างเพียงพอ เช่น ข้อกำหนดจำนวนต้นที่สามารถปลูกได้บริเวณที่อนุญาตให้ปลูกได้ในที่พักอาศัยโดยไม่กระทบสมาชิกในครอบครัว หรือสร้างรำคาญหรือส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน

 


 
            การนำกัญชาผสมในอาหารปรุงสำเร็จ  และใส่ในผลิตภัณฑ์เพื่อบริโภค พบว่ายังขาดการตรวจสอบที่เข้มงวดเพียงพอ โดยเฉพาะสินค้าประเภทขนม หรือเครื่องดื่มสำเร็จรูป แม้ว่าก่อนการผลิตต้องขออนุญาตโดยส่งตรวจตัวอย่างสินค้าต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อตรวจสอบก่อนก็ตาม แต่มีผู้ผลิตบางรายลักลอบผสมกัญชาลงในผลิตภัณฑ์เกินกว่ามาตรฐานที่แจ้งไว้แต่แรก เนื่องจากมีช่องว่างจากการที่มีการตรวจสอบเพียงครั้งเดียวในขั้นตอนขออนุญาตครั้งแรกเท่านั้น จึงอาจทำให้สินค้าบางส่วนหลุดรอดออกไป

 
   


 
            การจำหน่ายช่อดอกและผลิตภัณฑ์จากกัญชา  ในทางปฏิบัติยังมีความหละหลวมเพราะแม้ว่าจะมีกฎหมายกำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ห้ามจำหน่ายแก่เด็กและเยาวชน และห้ามสูบในร้านจำหน่ายหากไม่มีแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบันประจำการอยู่ในสถานที่จำหน่ายก็ตาม แต่กฎหมายยังมีความลักลั่นในการควบคุมระหว่างช่อดอกกัญชาและสารสกัดกัญชา เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายจำกัดห้ามจำหน่ายเฉพาะในส่วนสารสกัดกัญชาที่มีค่า THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 เพราะถือเป็นยาเสพติดตามกฎหมาย แต่กลับอนุญาตให้จำหน่ายช่อดอกกัญชาในฐานะสมุนไพรควบคุมทั้งที่ในบางกรณีอาจมีค่า THC สูงกว่า ร้อยละ 0.2 ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
          ในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมตรวจสอบการใช้กัญชาเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานยังขาดการบูรณาการทำงานร่วมกัน เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีหน้าที่ตรวจสอบการลักลอบและสั่งระงับการจำหน่ายคุกกี้และบราวนี่ที่มีส่วนผสมของสาร THC เกินกว่า ร้อยละ 0.2 แต่การกำกับดูแลสารสกัดกัญชาที่มีค่า THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 ซึ่งถือเป็นยาเสพติดกลับเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในการดำเนินการ เช่นเดียวกับหน้าที่ในการพิจารณาอนุญาตตั้งโรงเรือนปลูกกัญชาที่เป็นของสาธารณสุขจังหวัด แต่หากเกิดข้อร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปลูกกัญชาในพื้นที่กลับเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการเข้าไปดูแลและสั่งระงับเหตุรำคาญเหล่านั้น โดยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาอนุญาตตั้งแต่ต้น


 
    
          กล่าวโดยสรุป การปลดล็อกกัญชาทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกัญชามีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในด้านหนึ่งถือเป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และมีประโยชน์ทำให้ผู้ที่ต้องการใช้กัญชาเพื่อการักษาสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกระทบทางด้านสังคมมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายควบคุมกัญชาที่เหมาะสมและรอบด้านจึงไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมให้มีการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางที่เหมาะสม แต่ยังช่วยลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อผู้บริโภค ชุมชน สังคม และประเทศโดยรวม ดังนั้น ภายหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 โดยการคุมเข้มช่อดอกกัญชาให้เป็นสมุนไพรควบคุม โดยเน้นใช้ทางการแพทย์และต้องมีใบสั่งแพทย์ หรือได้รับคำแนะนำจากสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐเท่านั้น ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป ทำให้สถานะของกัญชาเป็นสมุนไพรที่มีการควบคุมตามกฎหมายที่กำหนด ทั้งการใช้ การโฆษณา และการจำหน่าย รวมถึงอาจนำไปสู่การนำ“กัญชา”กลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้งในอนาคต
 
   




 
.............................................................
ที่มาข้อมูล 
เว็บไซต์ศูนย์รวมข้อมูลกัญชา กัญชง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา https://cannabisinfo.fda.moph.go.th

เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/400503

เว็บไซต์สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) https://tdri.or.th/2024/01/consumer-protection-cannabis/
ที่มาภาพ 
https://www.thaiherbinfo.com/th/article/

https://mydr.com.au/addictions/cannabis-what-is-it/

https://www.freepik.com/

https://www.bbc.com/thai/articles/cn4lymm38myo

https://www.thairath.co.th/news/society/2396236

https://mgronline.com/qol/detail/9660000025469

https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Cannabis

https://www.prachachat.net/local-economy/news-903986

https://mgronline.com/qol/photo-gallery/9650000121403
เรียบเรียงโดย : นางสาวสวนีย์ รักษาวงษ์ วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์
นำข้อมูลเข้าสู่ระบบโดย : นางสาวเยาวภา การะเกตุ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์