“กัญชาไม่เสรี” หลังประกาศสมุนไพรควบคุม ฉบับใหม่
“กัญชาไม่เสรี” หลังประกาศสมุนไพรควบคุม ฉบับใหม่
อ่านให้ฟัง
| นับจากการ “ปลดล็อกกัญชา” โดยถอดออกจากยาเสพติด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ผ่านมาแล้ว 3 ปี “กัญชา” กำลังจะนำกลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามประกาศควบคุม เลิก กัญชา เสรี ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น พร้อมสั่งห้ามจำหน่าย หากไม่มีใบอนุญาต รวมถึงในช่องทางออนไลน์ ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า |
||

ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงสาธาณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมที่มีค่าต่อการศึกษาหรือวิจัย หรือมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายใดมาใช้ควบคุมเป็นการเฉพาะ เพื่อมิให้ใช้ไปในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ จึงควรมีการควบคุมไม่ให้นำกัญชาเฉพาะส่วนที่เป็นช่อดอกไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 44 และมาตรา 45 (3) (4) (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
► ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
► ข้อ 2 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
► ข้อ 3 ให้กัญชาซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis วงศ์ Cannabaceae เฉพาะส่วนของช่อดอกเป็นสมุนไพรควบคุม
► ข้อ 4 ผู้ใดประสงค์จะศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 และผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ผู้รับใบอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มา การนำไปใช้ และจำนวนที่เก็บไว้ ณ สถานประกอบการ และให้รายงานข้อมูลนั้น ต่อนายทะเบียนตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
(2) ผู้รับใบอนุญาตให้ส่งออกสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ต้องแจ้งรายละเอียดการส่งออกต่อผู้อนุญาตเป็นรายครั้ง ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
(3) ผู้รับใบอนุญาตให้จำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ต้องจำหน่ายสมุนไพร ควบคุมให้กับผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 เท่านั้น
(4) การจำหน่ายและส่งออกสมุนไพรควบคุมของผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวที่ดีจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
(5) ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุมเพื่อการสูบในสถานที่ประกอบการ เว้นแต่การจำหน่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทยผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ และผู้ประกอบวิชาชีพ ทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยของตน
(6) ห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์
(7) ห้ามโฆษณาสมุนไพรควบคุมในทุกช่องทางเพื่อการค้าห้ามจำหน่ายสมุนไพรควบคุม หรือสินค้าที่แปรรูปจากสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าในสถานที่ ดังต่อไปนี้
- วัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา
- หอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก
- สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก
การจำหน่ายสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าตามวรรคหนึ่ง (3) ไม่รวมถึงกรณีการจำหน่ายสมุนไพรควบคุมให้กับบุคคลใด ๆ ที่มีใบสั่งจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเภสัชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์
การสั่งจ่ายตามวรรคสอง ให้กำหนดจำนวนหรือปริมาณการใช้ตามความจำเป็นเพื่อการรักษาตัวเป็นการเฉพาะที่ใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน
► ข้อ 5 ให้ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เฉพาะในส่วนที่เป็นสมุนไพร
ควบคุมตามประกาศนี้ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อ 3 ของประกาศฉบับนี้ด้วย
► ข้อ 6 แบบการรายงาน แบบการแจ้งรายละเอียดการส่งออกสมุนไพรควบคุมรายครั้งและแบบใบสั่งจ่ายให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
► ข้อ 5 ให้ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เฉพาะในส่วนที่เป็นสมุนไพร
ควบคุมตามประกาศนี้ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อ 3 ของประกาศฉบับนี้ด้วย
► ข้อ 6 แบบการรายงาน แบบการแจ้งรายละเอียดการส่งออกสมุนไพรควบคุมรายครั้งและแบบใบสั่งจ่ายให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด

♦ ย้อนรอยนโยบาย “กัญชาเสรี” ♦
-----------------------------
นโยบาย “กัญชาเสรี” เกิดจากการผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย มาจากแนวคิดที่ว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านสายพันธุ์และภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเพาะปลูก โดยมีการเสนอให้ประชาชนสามารถปลูกกัญชาเพื่อใช้ในครัวเรือนได้บ้านละไม่เกิน 6 ต้น หากมีผลผลิตเหลือใช้สามารถขายให้รัฐได้ โดยที่อนุญาตให้ใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ทั้งทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และสันทนาการ นโยบายดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ โดยรัฐต้องให้การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมกัญชาไทย สำหรับการใช้เพื่อสันทนาการ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมาย เช่น กำหนดอายุผู้ใช้ ปริมาณการบริโภค และพื้นที่อนุญาตให้ใช้ โดยมีการปลดล็อกหรือถอดออกจากยาเสพติด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 พ.ศ. 2565 โดยกำหนดให้ “ทุกส่วนของกัญชา” ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด และสารสกัดกัญชาที่มีสาร THC หรือ CBD ไม่เกิน 0.2% ไม่ถือเป็นยาเสพติด

♦ ผลกระทบจากการปลดล็อก “กัญชา” ♦
-----------------------------
ภายหลังจากที่ภาครัฐได้ปลดล็อก “กัญชา” ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อดีข้อเสีย โดยพบว่า
► ข้อดีของการปลดล็อกกัญชา คือ ผู้ป่วยที่ต้องการใช้ช่อดอกกัญชาในการรักษาโรค สามารถเข้าถึงการรักษาได้ดีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากประชาชนสามารถปลูกเองได้โดยไม่ต้องจดแจ้ง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชกัญชามาผสมเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดสินค้าที่มีส่วนประกอบของกัญชาจำนวนมาก ทั้งที่เป็นสินค้าอุปโภค และสินค้าบริโภค เช่น ผงปรุงอาหาร น้ำกัญชาสกัดเข้มข้น รวมถึงสบู่ แชมพูสระผม หน้ากากบำรุงผิวพรรณ
► ข้อเสียที่พบ คือ มีการเติบโตของธุรกิจกัญชาเพื่อการสันทนาการเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งร้านเหล่านี้มักจะเน้นการเสพเพื่อให้เกิดอาการเมา ซึ่งถือว่าเป็นการทำธุรกิจในลักษณะที่ก้ำกึ่ง กล่าวคือ ในด้านหนึ่งสารสกัดจากดอกกัญชาที่ใช้มักจะเกิน 0.2% ซึ่งทำให้กระบวนการสกัดเข้าข่ายที่จะต้องถูกพิจารณาอนุมัติโดยภาครัฐ แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นการยื่นขอเพื่อสกัดใช้ในทางการแพทย์ และสามารถส่งผลิตภัณฑ์ไปยังร้านกัญชาเพื่อการสันทนาการเหล่านี้ได้โดยอ้างว่าเป็นการรักษาโรค เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคสมาธิสั้น เป็นต้น
.jpg)
ด้านหนึ่งการมีร้านค้าจำนวนมากย่อมส่งผลกระทบทางด้านสังคมต่อประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปมากขึ้นเช่นเดียวกัน และจากข้อมูลสำรวจพบว่า ร้านค้าเหล่านี้จำนวนมากมีเจ้าของเป็นคนต่างชาติ จึงทำให้ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจบางส่วนไม่ได้ตกอยู่กับคนไทยแต่อย่างใด โดยในส่วนของผลกระทบทางด้านสังคม คือ
1. ปัญหาเยาวชนใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา ซึ่งพบว่าการใช้กัญชาในหมู่เยาวชนอาจจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง จึงควรที่จะต้องมีกลไกการป้องกันไม่ให้เยาวชนซึ่งมีความอยากทดลอง
เข้ามาใช้
2. ปัญหาคุณภาพของกัญชา ซึ่งพบว่าในปัจจุบันการปลูกกัญชาที่ทำได้อย่างเสรี ทำให้เกิดกัญชาที่มีคุณภาพต่ำมากยิ่งขึ้น กัญชาที่มีคุณภาพต่ำจากกระบวนการผลิตจะมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
3. ปัญหาการใช้กัญชาผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งพบว่าการใช้กัญชาที่มีคุณภาพมักจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและต่อสังคมในระดับที่ต่ำกว่าการใช้กัญชาร่วมกับการดื่มสุรา การเสพยาบ้า หรือ การผสมเห็ดเมา ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง จิตหลอน มากกว่าปกติ
4. ปัญหากัญชาที่ก่อความรำคาญกับผู้อื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้ตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงกลิ่นควันจากการเสพกัญชาที่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน
1. ปัญหาเยาวชนใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา ซึ่งพบว่าการใช้กัญชาในหมู่เยาวชนอาจจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง จึงควรที่จะต้องมีกลไกการป้องกันไม่ให้เยาวชนซึ่งมีความอยากทดลอง
เข้ามาใช้
2. ปัญหาคุณภาพของกัญชา ซึ่งพบว่าในปัจจุบันการปลูกกัญชาที่ทำได้อย่างเสรี ทำให้เกิดกัญชาที่มีคุณภาพต่ำมากยิ่งขึ้น กัญชาที่มีคุณภาพต่ำจากกระบวนการผลิตจะมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
3. ปัญหาการใช้กัญชาผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งพบว่าการใช้กัญชาที่มีคุณภาพมักจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและต่อสังคมในระดับที่ต่ำกว่าการใช้กัญชาร่วมกับการดื่มสุรา การเสพยาบ้า หรือ การผสมเห็ดเมา ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง จิตหลอน มากกว่าปกติ
4. ปัญหากัญชาที่ก่อความรำคาญกับผู้อื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้ตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงกลิ่นควันจากการเสพกัญชาที่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน

♦ การจัดระเบียบกัญชาและมาตรการทางกฎหมาย ♦
-----------------------------
ปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชามีการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาคือ ร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง พ.ศ. .... ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะมีการผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อใด ทำให้มาตรการในการควบคุมกัญชาไม่เป็นรูปธรรม แม้ภาครัฐจะมีกฎหมายในการกำกับดูแล แต่ในทางปฏิบัติยังมีช่องโหว่ในหลาย ๆ ด้าน ที่สำคัญที่สุดคือ ช่องโหว่ของการบังคับใช้กฎหมายจนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถใช้กัญชาได้อย่างเสรี ซึ่งในความเป็นจริงกัญชาไม่ได้เสรีตามที่เข้าใจกัน ยังมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องที่ทุกภาคส่วนและประชาชนต้องมีความเข้าใจอย่างรอบด้าน กล่าวคือ
► อุตสาหกรรมกัญชา คือ การเพาะปลูก ปัจจุบันแบ่งเป็นการปลูกเพื่อจำหน่ายและเพื่อใช้ในครัวเรือน ในส่วนของการเพาะปลูกเพื่อจำหน่ายกฎหมายยังขาดความชัดเจนว่า สามารถปลูกได้โดยเสรีหรือต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ต้องมีการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ. 2564 ในขณะที่การใช้ในครัวเรือนมีเพียงข้อกำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุขให้ผู้ปลูกกัญชาจดแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน“ปลูกกัญ” โดยไม่มีข้อกำหนดเพื่อรองรับผลกระทบอย่างเพียงพอ เช่น ข้อกำหนดจำนวนต้นที่สามารถปลูกได้บริเวณที่อนุญาตให้ปลูกได้ในที่พักอาศัยโดยไม่กระทบสมาชิกในครอบครัว หรือสร้างรำคาญหรือส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน

► การนำกัญชาผสมในอาหารปรุงสำเร็จ และใส่ในผลิตภัณฑ์เพื่อบริโภค พบว่ายังขาดการตรวจสอบที่เข้มงวดเพียงพอ โดยเฉพาะสินค้าประเภทขนม หรือเครื่องดื่มสำเร็จรูป แม้ว่าก่อนการผลิตต้องขออนุญาตโดยส่งตรวจตัวอย่างสินค้าต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อตรวจสอบก่อนก็ตาม แต่มีผู้ผลิตบางรายลักลอบผสมกัญชาลงในผลิตภัณฑ์เกินกว่ามาตรฐานที่แจ้งไว้แต่แรก เนื่องจากมีช่องว่างจากการที่มีการตรวจสอบเพียงครั้งเดียวในขั้นตอนขออนุญาตครั้งแรกเท่านั้น จึงอาจทำให้สินค้าบางส่วนหลุดรอดออกไป

► การจำหน่ายช่อดอกและผลิตภัณฑ์จากกัญชา ในทางปฏิบัติยังมีความหละหลวมเพราะแม้ว่าจะมีกฎหมายกำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ห้ามจำหน่ายแก่เด็กและเยาวชน และห้ามสูบในร้านจำหน่ายหากไม่มีแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบันประจำการอยู่ในสถานที่จำหน่ายก็ตาม แต่กฎหมายยังมีความลักลั่นในการควบคุมระหว่างช่อดอกกัญชาและสารสกัดกัญชา เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายจำกัดห้ามจำหน่ายเฉพาะในส่วนสารสกัดกัญชาที่มีค่า THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 เพราะถือเป็นยาเสพติดตามกฎหมาย แต่กลับอนุญาตให้จำหน่ายช่อดอกกัญชาในฐานะสมุนไพรควบคุมทั้งที่ในบางกรณีอาจมีค่า THC สูงกว่า ร้อยละ 0.2 ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
ในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมตรวจสอบการใช้กัญชาเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานยังขาดการบูรณาการทำงานร่วมกัน เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีหน้าที่ตรวจสอบการลักลอบและสั่งระงับการจำหน่ายคุกกี้และบราวนี่ที่มีส่วนผสมของสาร THC เกินกว่า ร้อยละ 0.2 แต่การกำกับดูแลสารสกัดกัญชาที่มีค่า THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 ซึ่งถือเป็นยาเสพติดกลับเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในการดำเนินการ เช่นเดียวกับหน้าที่ในการพิจารณาอนุญาตตั้งโรงเรือนปลูกกัญชาที่เป็นของสาธารณสุขจังหวัด แต่หากเกิดข้อร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปลูกกัญชาในพื้นที่กลับเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการเข้าไปดูแลและสั่งระงับเหตุรำคาญเหล่านั้น โดยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาอนุญาตตั้งแต่ต้น
กล่าวโดยสรุป การปลดล็อกกัญชาทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกัญชามีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในด้านหนึ่งถือเป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และมีประโยชน์ทำให้ผู้ที่ต้องการใช้กัญชาเพื่อการักษาสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกระทบทางด้านสังคมมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายควบคุมกัญชาที่เหมาะสมและรอบด้านจึงไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมให้มีการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางที่เหมาะสม แต่ยังช่วยลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อผู้บริโภค ชุมชน สังคม และประเทศโดยรวม ดังนั้น ภายหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 โดยการคุมเข้มช่อดอกกัญชาให้เป็นสมุนไพรควบคุม โดยเน้นใช้ทางการแพทย์และต้องมีใบสั่งแพทย์ หรือได้รับคำแนะนำจากสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐเท่านั้น ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป ทำให้สถานะของกัญชาเป็นสมุนไพรที่มีการควบคุมตามกฎหมายที่กำหนด ทั้งการใช้ การโฆษณา และการจำหน่าย รวมถึงอาจนำไปสู่การนำ“กัญชา”กลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้งในอนาคต |
เว็บไซต์ศูนย์รวมข้อมูลกัญชา กัญชง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา https://cannabisinfo.fda.moph.go.th
เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/400503
เว็บไซต์สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) https://tdri.or.th/2024/01/consumer-protection-cannabis/
ที่มาภาพ
https://www.thaiherbinfo.com/th/article/
https://mydr.com.au/addictions/cannabis-what-is-it/
https://www.freepik.com/
https://www.bbc.com/thai/articles/cn4lymm38myo
https://www.thairath.co.th/news/society/2396236
https://mgronline.com/qol/detail/9660000025469
https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Cannabis
https://www.prachachat.net/local-economy/news-903986
https://mgronline.com/qol/photo-gallery/9650000121403
เรียบเรียงโดย : นางสาวสวนีย์ รักษาวงษ์ วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์
นำข้อมูลเข้าสู่ระบบโดย : นางสาวเยาวภา การะเกตุ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์