ริบบิ้นไว้อาลัย
“จับตา...วุฒิสภา ผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์”

“จับตา...วุฒิสภา ผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์”

“จับตา...วุฒิสภา ผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์”

อ่านให้ฟัง

          ในสังคมโลกยุคปัจจุบันที่วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมและวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการพัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งท่ามกลางสังคมโลกสมัยใหม่นี้ ประเทศไทยยังมีกลุ่มคนที่เรียกว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยมายาวนาน มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและความเชื่อตามจารีตประเพณีของตนเอง ทั้งนี้ ด้วยวิถีของสังคมยุคปัจจุบันได้ส่งผลกระทบและสุ่มเสี่ยงให้เกิดการสูญเสียอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่าง ๆ อีกทั้งยังมีปัญหาสถานะและสิทธิความเป็นพลเมืองไทยและอคติทางชาติพันธุ์ จึงเป็นที่มาของการแก้ไขปัญหาครั้งสำคัญเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในประทศไทย โดยการตรากฎหมาย “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ....” ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา สำหรับความเป็นมาและสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเป็นอย่างไรบ้าง โอกาสนี้ @จันทรา วุฒิสภาไทย ขอนำบทสัมภาษณ์นายประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... มานำเสนอให้ผู้อ่านได้ติดตาม

 
 
 

ความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... 

          ประเทศไทยรวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) หรือที่เรียกว่าย่านอุษาคเนย์ เป็นภูมิภาคที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีชาติพันธุ์หลากหลาย ในส่วนของประเทศไทยจากฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้ทำการศึกษาและระบุไว้ว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ประมาณ 60 กลุ่ม จำนวนประมาณ 6,000,000 คน อาทิ ภาคเหนือมีชาวม้ง ชาวปกาเกอะญอ ทางภาคใต้มี ชาวเล ชาวมอแกน ชาวมานิ เป็นต้น โดยกลุ่มคนดังกล่าวมีวิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มีอัตลักษณ์ พิธีกรรม ความเชื่อของตนเอง ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวกระจายตัวตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วประเทศ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง กลุ่มชาติพันธุ์ในป่า กลุ่มชาติพันธุ์พื้นราบ และกลุ่มชาติพันธุ์ตามเกาะแก่งและชายฝั่ง

 
     
 

          ความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เหล่านี้มีการดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่ามาแต่ดั้งเดิมตามวิถีชีวิตของตนเอง แต่แหล่งที่อยู่อาศัยบางแห่งเกิดปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติในภายหลัง ทำให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต้องอพยพออกไปหรือหากไม่อพยพออกก็ต้องอยู่ในพื้นที่อย่างจำกัด ทั้งนี้ ตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติ หากเป็นแหล่งพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่าหรือพืชป่าประจำถิ่นหายากหรือใกล้สูญพันธ์ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว ล่อแหลม แม้มีกลุ่มคนที่อยู่อาศัยมาก่อนก็ต้องอพยพออก จึงเป็นการละเมิดสิทธิการอยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้น จึงมีการรวมกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมจากเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการคุ้มครองสิทธิชุมชนของกลุ่มคนเหล่านี้มาอย่างยาวนาน โดยผลักดันในเรื่องสิทธิชุมชนดั้งเดิมเพื่อให้มีการบรรจุในรัฐธรรมนูญ เพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์
          ในปี พ.ศ. 2553 ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เกิดขึ้นจากความพยายามของหลายภาคส่วนที่ต้องการผลักดันให้รัฐไทยออกมารับผิดชอบ คุ้มครองสิทธิและฟื้นฟูวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ถูกเข้าใจผิดมาโดยตลอดด้วยมายาคติเกี่ยวกับชาติพันธุ์รวมไปถึงนโยบายทางความมั่นคงและนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐมาหลายทศวรรษ โดยชาวกะเหรี่ยงเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ในจำนวนกว่า 60 กลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยมาหลายชั่วอายุคน ยังคงต้องเผชิญหน้ากับอคติและอุปสรรคในการดำรงชีวิตและสืบทอดวัฒนธรรมของตน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวออกมา แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีการบังคับใช้เท่าที่ควร

 
     


          ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 ในช่วงที่มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้มีข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยมีข้อเสนอแนะให้มีการส่งเสริม คุ้มครองอัตลักษณ์ วัฒนธรรม สิทธิชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีความเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นพัฒนาการในการผลักดันเรื่องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ จนกระทั่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 ได้บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอภาคกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและให้ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใดจะกระทำมิได้ ดังนั้น จึงนำไปสู่การเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... เป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมยกร่าง โดยมีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นผู้ทำการศึกษา ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา นอกจากนี้ ยังมีร่างพระราชบัญญัติที่มีลักษณะเดียวกันอีก  4 ฉบับ ประกอบด้วย
          1) ร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ. ….(นายศักดิ์ดา แสนมี่ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 12,888 คน เป็นผู้เสนอ)
          2) ร่างพระราชบัญญัติสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. ….(นายสุริยนต์ ทองหนูเอียด กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 14,954 คน เป็นผู้เสนอ)
          3) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. ….(นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
          4) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ....(นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

 
     


ทำไมถึงต้องมีกฎหมายฉบับนี้
          โดยที่มาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติไว้ว่า รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออันตรายต่อความมั่นคงของรัฐหรือสุขอนามัย ดังนั้น สมควรให้มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ มีประเด็นที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ประการ กล่าวคือ
          ประเด็นที่ 1 ด้านสถานะทางกฎหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังไม่ได้สัญชาติ มีอยู่ประมาณ 500,000 คน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย การเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ
          ประเด็นที่ 2 ด้านอัตลักษณ์และวัฒนธรรม ซึ่งสังคมยังไม่ให้การยอมรับในวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์เท่าที่ควร
          ประเด็นที่ 3 ด้านฐานทรัพยากรธรรมชาติในการประกอบอาชีพ เช่น การทำไร่ ไร่หมุนเวียน การปลูกพืชต่าง ๆ แต่รัฐบาลมีนโยบายป่าไม้แห่งชาติกำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศอย่างน้อยร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศเพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ และเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ และเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในอัตราร้อยละ 15 ของพื้นที่ประเทศ

 


          ในประเด็นดังกล่าวทั้งด้านกฎหมาย นโยบายป่าไม้แห่งชาติ และวิถีการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ยังไม่สอดคล้องกัน สุ่มเสี่ยงในการทำผิดกฎหมาย และการละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้น จึงต้องมีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ขึ้น เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมให้อยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงมีหลักประกันในเรื่องของสิทธิของพลเมือง และที่สำคัญประเทศไทยได้มีการลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ซึ่งได้ระบุถึงการกำจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่เป็นการจำแนก กีดกัน จำกัด หรือการเอื้ออำนวยพิเศษ ด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ สีผิว เชื้อสายหรือชาติกำเนิด หรือเผ่าพันธุ์ ดังนั้น นโยบายของรัฐที่เป็นสมาชิกของอนุสัญญานี้ต้องดำเนินมาตรการเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติของเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ผ่านการประกันและการให้สิทธิอันเท่าเทียมกันบุคคลภายใต้กฎหมาย

 


          โดยประเทศไทยได้ให้คำรับรองว่า จะมีการตรากฎหมายเพื่อคุ้มครองแก่กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึง มีการลงนามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง  (United nation Declaration on the rights of indigenous peoples – UNDRIP) ซึ่งปฏิญญาดังกล่าวกำหนดให้มีการไม่เลือกปฏิบัติและความเท่าเทียมเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการเข้าถึงและใช้สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) ได้ระบุไว้ว่า ประชาชนและปัจเจกบุคคลที่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง มีเสรีภาพเท่าเทียมกับบุคคลอื่น และมีสิทธิที่จะเป็นอิสระจากการถูกเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบในการใช้สิทธิของตน หลักความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัตินี้ ยังรวมไปถึงสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในที่ดินและทรัพยากร การเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ชนเผ่าพื้นเมืองรวมถึงสิทธิทางวัฒนธรรม สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สิทธิในการพัฒนาการแพทย์พื้นบ้านและการดูแลสุขภาพ

 


วุฒิสภามีกระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ อย่างไร
          หลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้ว ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการ สามัญประจำวุฒิสภา ที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จำนวน 4 คณะ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค 2) กรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม 3) คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม 4) คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการล่วงหน้าในประเด็นที่เกี่ยวข้องและเสนอความเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติฯ ต่อที่ประชุมวุฒิสภาต่อไป

 
     
 

          ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ในวาระที่สาม เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 และส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมายังวุฒิสภาเพื่อพิจารณา ขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวผ่านการพิจารณาในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 15 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ในวาระที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบรับหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... เพื่อพิจารณารายมาตรา จำนวน 27 คน โดยสัดส่วนคณะกรรมาธิการ ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภาที่เกี่ยวข้อง และสัดส่วนกรรมาธิการจากภาคประชาชนเข้ามาร่วมพิจารณาในคณะกรรมาธิการด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เกี่ยวด้วยการเงินซึ่งมีกระบวนการทางนิติบัญญัติที่แตกต่างจากร่างพระราชบัญญัติทั่วไป โดยเมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินและลงมติเห็นชอบแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินนั้นต่อวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินนั้นมาถึงวุฒิสภา แต่การพิจารณามีข้อถกเถียงในหลายประเด็น ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงมติขอขยายเวลาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. …. ออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก 30 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 10 เมษายน 2568 คาดว่าการพิจารณาแล้วเสร็จก่อนปิดสมัยประชุมสามัญช่วงต้นเดือนเมษายน 2568

 


ร่างกฎหมายนี้เจตนารมณ์อย่างไรในการคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์
          ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ เน้นสร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย สร้างพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มวัฒนธรรมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการ 3 ประการ ดังนี้
          1. คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม ให้การคุ้มครองชาวไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิในการเลือกดำรงวิถีชีวิตตามจารีตประเพณีและวัฒนธรรม รวมทั้งคุ้มครองการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะพลเมืองของรัฐ
          2. ส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์ โดยส่งเสริมศักยภาพ สร้างกลไกการมีส่วนร่วมให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
          3. สร้างความเสมอภาค บนหลักการเท่าเทียมอย่างเป็นธรรมด้วยการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี ลดความเหลื่อมล้ำตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

          กล่าวโดยสรุปกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นในเรื่องการคุ้มครองวิถีชีวิต อัตลักษณ์ จารีตประเพณี และสิทธิทางวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ให้เกิดการละเมิด มีการส่งเสริมหลักประกันในเรื่องฐานทรัพยากรที่ใช้ในการดำรงชีพ มีการจัดการทรัพยากรร่วมกันระหว่างชุมชน ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานของรัฐให้เกิดร่วมมือในการจัดทำแผนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยสร้างกติกาหรือที่เรียกว่า ธรรมนูญเป็นหลักในการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน


 
      
 
 
ข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของกฎหมายต่อสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์
          สำหรับข้อกังวลหรือข้อห่วงใยจากสังคมที่มีต่อการออกกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเกรงว่าจะมีการยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ จะถูกนำไปออกโฉนดและนำไปขายให้กับนายทุน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ยังมีปัญหาเรื่องการถือสัญชาติ และจะมีกลุ่มคนอพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้านและจะมาได้รับสิทธิต่าง ๆ ด้วย ซึ่งการออกกฎหมายฉบับนี้มีการพิจารณาศึกษาจากฐานข้อมูลของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง ด้านประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย รวมถึงมีหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้อย่างละเอียด สำหรับความกังวลในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อาจจะกลายเป็นของปัจเจกบุคคลและจะมีการนำไปขายต่อนั้น หากพิจารณาในร่างพระราชบัญญัติฯ ในมาตรา 37 – 39 ได้มีการระบุเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองวิถีกลุ่มชาติพันธุ์ โดยก่อนการประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ชุมชนทำความตกลงกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนแม่บทและแผนที่แสดงพื้นที่การจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย นอกจากนี้ ยังได้กำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ต้องเป็นไปอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน ไม่ทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามระเบียบที่กำหนดและต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

 
 
 

          ดังนั้น ในเรื่องพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเป็นไปตามกติกาหรือที่เรียกว่าธรรมนูญที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ได้มีการวางหลักเกณฑ์ไว้แล้ว นับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดการทรัพยากรร่วมกันระหว่างกลุ่มคนที่อยู่ในชุมชนดั้งเดิม ให้สามารถอยู่ในพื้นที่ได้โดยช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างสมดุล อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายมีการบังคับใช้ไปช่วงระยะเวลาหนึ่งจะต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 ได้บัญญัติให้มีการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย โดยเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐต้องดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายในทุกระยะเวลาตามกำหนด เพื่อให้กฎหมายมีความเหมาะสม เป็นธรรม ไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตตามกาลสมัยและวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยอาจทำการปรับปรุง แก้ไข หรือ ยกเลิกกฎหมาย ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ หากมีผลกระทบหรือไม่สอดคล้องในด้านใด สามารถนำกลับมาพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขได้ เพื่อให้ได้กฎหมายที่มีคุณภาพออกมาบังคับใช้กับประชาชน มีความเหมาะสมและเป็นหลักประกันความยุติธรรมต่อสังคมต่อไป
 

 


ฝากถึงประชาชนหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ติดตามการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้
          ปัจจุบันสังคมไทยบางส่วนยังมองพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์อย่างมีอคติ ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นภูมิภาคที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มีวิถีชีวิต อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ที่แตกต่างกัน  และกลุ่มคนเหล่านี้ดำรงชีวิตในประเทศไทยมายาวนานมาก ดังนั้น ทุกคนในสังคมไทยควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะมาคุ้มครอง ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้อยู่ร่วมกันโดยมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ที่สืบทอดกันมา รวมถึงร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมภายใต้กติกาที่สร้างร่วมกัน เพื่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข โดยมีสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาค ทั่วถึง และเป็นธรรม





........................................................................
ที่มาภาพประกอบ :
https://theactive.thaipbs.or.th/news/lawrights-20250217, สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568,
https://ethnicity.sac.or.th/about, สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568,
https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu, สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568,
https://travel.trueid.net/detail/, สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568,
https://www.thaipost.net/main/detail/86311, สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568,
https://www.js100.com/en/site/post_share/view/62577, สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568,
https://www.matichon.co.th/region/news_651004, สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568,
https://www.culture.go.th/culture_th/ewt_news. , สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568,
https://www.facebook.com/photo/?fbid, สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568,
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4556888, สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568,
https://nisitjournal.press/2020/01/06/landrights/, สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568,
 
เรียบเรียงโดย : นางสาวสวนีย์ รักษาวงษ์ วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์
นำข้อมูลเข้าสู่ระบบโดย :  นางสาวหวันยิหวา อาดำ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์