ทางเลือกการจัดการทรัพย์มรดก : พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ทางเลือกการจัดการทรัพย์มรดก : พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย นอกจากทรัพย์มรดกจะตกทอดแก่ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมายซึ่งเรียกว่า “ทายาทโดยธรรม” แล้ว ทรัพย์มรดกของผู้ตายยังตกทอดไปยังบุคคลอื่นได้โดยทางพินัยกรรม ซึ่งเรียกว่า “ผู้รับพินัยกรรม”

สำหรับความหมายของ “พินัยกรรม” นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 ถึงมาตรา 1648 ได้บัญญัติความหมายของ “พินัยกรรม” ไว้ว่า การที่บุคคลใดได้แสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายด้วยคำสั่งครั้งสุดท้ายกำหนดไว้ในพินัยกรรม ซึ่งต้องทำตามแบบที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก ลักษณะ 3 พินัยกรรม หมวด 2 แบบพินัยกรรม[1] ซึ่งพินัยกรรมเป็นนิติกรรมซึ่งจัดอยู่ในประเภทนิติกรรมฝ่ายเดียว กล่าวคือ ย่อมสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมได้ เมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ทำพินัยกรรมถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ หากไม่ทำตามแบบก็จะไม่ถือเป็นพินัยกรรม และทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ทั้งนี้ ผลของพินัยกรรมจะใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ตายลงแล้ว

1. พินัยกรรมแบบธรรมดา จะมีหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1656
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 บัญญัติไว้ ดังนี้
“มาตรา 1656 พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น
การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรมตามมาตรานี้"
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 บัญญัติไว้ ดังนี้
“มาตรา 1657 พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือ ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้
บทบัญญัติมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มิให้ใช้บังคับแก่พินัยกรรมที่ทำขึ้นตามมาตรานี้”
กล่าวคือ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับไม่จำเป็นต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ 2 คน หรือไม่จำต้องกระทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 และมาตรา 1659 บัญญัติไว้ ดังนี้
“มาตรา 1658 พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองก็ได้ กล่าวคือ
(1) ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
(2) กรมการอำเภอต้องจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง
(3) เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่าข้อความที่กรมการอำเภอจดนั้นเป็นการถูกต้องตรงกันกับที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ
(4) ข้อความที่กรมการอำเภอจดไว้นั้น ให้กรมการอำเภอลงลายมือชื่อและลงวัน เดือน ปี ทั้งจดลงไว้ด้วยตนเองเป็นสำคัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติอนุมาตรา 1 ถึง 3 ข้างต้น แล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ
การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และกรมการอำเภอจะได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้”
“มาตรา 1659 การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองนั้น จะทำนอกที่ว่าการอำเภอก็ได้ เมื่อมีการร้องขอเช่นนั้น”
4. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ จะมีหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1660
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1660 บัญญัติไว้ ดังนี้
“มาตรา 1660 พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารลับก็ได้ กล่าวคือ
(1) ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม
(2) ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรมนั้น แล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึกนั้น
(3) ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้นไปแสดงต่อกรมการอำเภอ และพยานอีกอย่างน้อยสองคน และให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดเหล่านั้นว่าเป็นพินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรมมิได้เป็นผู้เขียนเองโดยตลอด ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องแจ้งนามและภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วย
(4) เมื่อกรมการอำเภอจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรมและวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมมาแสดงไว้บนซองนั้นและประทับตราตำแหน่งแล้ว ให้กรมการอำเภอผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อบนซองนั้น
การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้”

5. พินัยกรรมแบบด้วยวาจา จะมีหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1663
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 บัญญัติไว้ ดังนี้
“มาตรา 1663 เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม บุคคลนั้นจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ได้
เพื่อการนี้ ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น
พยานสองคนนั้นต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจานั้น ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย
ให้กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อไว้ หรือมิฉะนั้น จะให้เสมอกับการลงลายมือชื่อได้ก็แต่ด้วยลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน”
6. พินัยกรรมแบบทำตามกฎหมายต่างประเทศ[3] จะมีหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1667
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1667 บัญญัติไว้ ดังนี้
“มาตรา 1667 เมื่อคนในบังคับไทยจะทำพินัยกรรมในต่างประเทศ พินัยกรรมนั้นอาจทำตามแบบซึ่งกฎหมายของประเทศที่ทำพินัยกรรมบัญญัติไว้ หรือตามแบบที่กฎหมายไทยบัญญัติไว้ก็ได้
เมื่อทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายไทยบัญญัติไว้ อำนาจและหน้าที่ของกรมการอำเภอตามมาตรา 1658 มาตรา 1660 มาตรา 1661 มาตรา 1662 และมาตรา 1663 ให้ตกแก่บุคคล ดังต่อไปนี้ คือ
(1) พนักงานทูต หรือกงสุลฝ่ายไทย กระทำการตามขอบอำนาจของตน หรือ
(2) พนักงานใด ๆ ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายของต่างประเทศนั้น ๆ ที่จะรับบันทึกข้อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานได้”
กล่าวคือ เมื่อคนไทยที่อยู่ต่างประเทศประสงค์จะทำพินัยกรรมสามารถเลือกทำพินัยกรรมตามแบบของกฎหมายต่างประเทศที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่ หรือเลือกทำตามแบบที่กฎหมายไทยบัญญัติไว้ก็ได้ หากเลือกจัดทำตามแบบกฎหมายไทย ในกรณีพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง พินัยกรรมแบบเอกสารลับ และพินัยกรรมแบบด้วยวาจา ซึ่งสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องให้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นของบุคคลต่อไปนี้แทน ได้แก่ พนักงานทูตหรือกงสุลไทย หรือพนักงานที่มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศที่ทำพินัยกรรม เป็นผู้รับบันทึกข้อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานก็ได้

ทั้งนี้ การจัดทำพินัยกรรมสามารถกระทำได้หลายแบบตามที่ได้นำเสนอไว้ ส่วนบทความนี้นำเสนอเกี่ยวกับ “พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง” โดยมุ่งประสงค์ที่จะสร้างความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง โดยหากผู้ร้องประสงค์ดำเนินการสามารถยื่นคำร้องขอให้นายอำเภอ ณ ที่อำเภอใดก็ได้ ดำเนินการให้ตามความประสงค์ โดยมีขั้นตอนการทำพินัยกรรมเป็นเอกสารฝ่ายเมือง ดังนี้
1. ผู้ทำพินัยกรรม ต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่นายอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน
2. นายอำเภอจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบแล้วนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง
3. เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่า ข้อความที่นายอำเภอจดนั้นเป็นการถูกต้องตรงกันกับที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ
4. ข้อความที่นายอำเภอจดไว้นั้น ให้นายอำเภอลงลายมือชื่อ และลงวัน เดือน ปี ทั้งจดลงไว้ด้วยตนเองเป็นสำคัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์ข้อ 1 ถึงข้อ 3 ที่ระบุไว้ข้างต้นแล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ
การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และนายอำเภอจะได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้

อย่างไรก็ตาม การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ไม่จำเป็นต้องกระทำในที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอเสมอไป ถ้าผู้กระทำร้องขอสามารถกระทำนอกที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอก็ได้เมื่อทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว ก่อนส่งมอบพินัยกรรมให้นายอำเภอคัดสำเนาพินัยกรรมไว้แล้วลงลายมือชื่อ ประทับตราตำแหน่งเป็นสำคัญ ทั้งนี้ นายอำเภอจะเปิดเผยพินัยกรรมหรือสำเนาพินัยกรรมแก่บุคคลอื่นใดไม่ได้ ในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ หากผู้ทำพินัยกรรมไม่มีความประสงค์จะขอรับไปเก็บรักษาเองโดยทันทีแล้ว ให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอจัดเก็บรักษาพินัยกรรมนั้นไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏว่า ผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตแล้ว ผู้จัดการมรดกหรือผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรม หรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด หรือผู้ซึ่งทำพินัยกรรมให้จะขอรับพินัยกรรมไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยแสดงหลักฐานการเสียชีวิตของผู้ทำพินัยกรรม เมื่อนายอำเภอสอบสวนแล้วเสร็จ ให้นายอำเภอมอบพินัยกรรมนั้นให้ผู้ร้องขอ[4]
สำหรับบุคคลที่จะเป็นพยานในการทำพินัยกรรมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1670 ได้บัญญัติห้ามมิให้บุคคลต่อไปนี้ เป็นพยานในการทำพินัยกรรม ได้แก่ (1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ (2) บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ (3) บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้ง 2 ข้าง
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2561[5]
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้คัดค้านยอมรับว่าผู้ตายทำพินัยกรรมดังกล่าว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยถูกหลอก และมีการสมคบกัน ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ผู้ตายไม่ได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพญาไท พยานในพินัยกรรมมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ ก. ผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และพินัยกรรมมีพิรุธ ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นตามข้อกล่าวอ้างของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องนำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำพินัยกรรมและแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์มาเป็นพยาน เมื่อได้ความว่าผู้ตายแจ้งข้อความที่ตนประสงค์ให้เจ้าหน้าที่จดต่อหน้าพยานสองคน เชื่อว่าเจ้าหน้าที่เห็นแล้วว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จึงทำพินัยกรรมให้ ฟังได้ว่าขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ประกอบกับผู้คัดค้านไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นตามข้ออ้าง พยานหลักฐานผู้คัดค้านไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานผู้ร้อง เมื่อพินัยกรรมมีรายการถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตามพินัยกรรมข้อ 1 ระบุว่า ผู้ตายยกทรัพย์สินให้แก่ ก. และข้อ 3 ระบุว่า ได้ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายผู้คัดค้านย่อมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย จึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713

ทั้งนี้ การจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง หากมีการจัดทำพินัยกรรมฉบับหลังมาแทนย่อมถือเป็นการยกเลิกพินัยกรรมฉบับแรกโดยปริยาย แต่ต้องระบุว่าเป็นทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตเท่านั้นไม่รวมถึงทรัพย์สินของบุคคลอื่น และทายาทโดยพินัยกรรมมีสิทธิ์ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ โดยหากมีข้อกำหนดพินัยกรรมให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรมให้ศาลพิจารณาตามสมควร เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 บัญญัติไว้ ดังนี้[6]
“มาตรา 1713 ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาล ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์
(2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก
(3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ
การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรมและถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร”
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563[7]
การที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะต้องกระทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคนและต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ถ้าผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้คนหนึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรมส่วนของตน หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ไม่ได้
หากทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะไม่มีผลทำให้พินัยกรรมฉบับนี้ไม่มีผลบังคับแต่อย่างใด นั้น ย่อมไม่มีผลผูกพันในส่วนของผู้ตายที่ 2 เพราะถือเป็นข้อกำหนดของผู้ตายที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่น คือ ผู้ตายที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายภายหลัง ทั้งผู้ตายที่ 2 ผู้ทำพินัยกรรมฉบับแรกก็ได้ทำพินัยกรรมฉบับหลังยกทรัพย์สินแก่บุตร 7 คน รวมทั้งผู้คัดค้าน โดยไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของผู้ตายที่ 2 นอกพินัยกรรม จึงเป็นกรณีที่พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693 และ มาตรา 1694 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องมิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลัง ถือว่าผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2 เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713
บทสรุป พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองช่วยให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกตรงตามเจตนารมณ์ของเจ้ามรดก ในขณะมีชีวิตอยู่ โดยดำเนินการตามหลักการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นพินัยกรรมที่มีความเป็นทางการ ซึ่งกระทำการด้วยการยื่นคำร้องขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการให้ตามความประสงค์ ตลอดจนช่วยตรวจสอบความถูกต้อง รวมทั้งดูแลเก็บรักษาพินัยกรรมไว้ให้สามารถลดปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรม หรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
[1] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์,” น.292, สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567, https://krisdika.ocs.go.th/librarian/get?sysid=567410&ext=pdf.
[2] เพิ่งอ้าง, น.293-297.
[3] สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม, “6 เทคนิค ทำพินัยกรรมอย่างไร? ให้สมบูรณ์,” สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567, https://justicechannel.org/read/family/infographic-will-made-before-death.
[4] สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, “พินัยกรรม,”สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗, https://www.bora.dopa.go.th/CallCenter1548/index.php/menu-general/12-service-handbook/general/40-general-testament.
[5] “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2561,” สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567, https://deka.in.th/view-621396.html.
[6] อ้างอิงแล้วในเชิงอรรถที่ 1, น. 304.
[7] “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563,” สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567, https://deka.in.th/view-643652.html.
จัดทำโดย : นางสาวจิตรกาน เจียรตระกูล วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานกฎหมาย 2 สำนักกฎหมาย
ที่มาภาพ : www.freepik.com
นำข้อมูลเข้าสู่ระบบโดย : นางสาววรินทร จันทรัตน์ เจ้าพนักงานธุรการอาวุโส กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์
จัดทำโดย : นางสาวจิตรกาน เจียรตระกูล วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานกฎหมาย 2 สำนักกฎหมาย
ที่มาภาพ : www.freepik.com
นำข้อมูลเข้าสู่ระบบโดย : นางสาววรินทร จันทรัตน์ เจ้าพนักงานธุรการอาวุโส กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์