ประกันสังคม “สิทธิ” ที่มนุษย์เงินเดือนต้องรู้
ประกันสังคม “สิทธิ” ที่มนุษย์เงินเดือนต้องรู้
หลักประกันชีวิต เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน ดังนั้น “หลักประกันสังคม” จึงเป็นโครงข่ายหนึ่งที่ช่วยดูแล รักษา และคุ้มครองความปลอดภัยให้กับชีวิตคนทำงาน เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานของมนุษย์เงินเดือนทุกคนที่จะได้รับ @จันทรา วุฒิสภาไทย จะชวนทุกท่านไปตรวจสอบสิทธิประกันสังคมกันค่ะ
ผู้ประกันตนในมาตรา 33 ของประกันสังคม จะต้องเป็นลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปีบริบูรณ์ในวันที่เข้าทำงาน และต้องทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยประโยชน์ของประกันสังคม คือ
1. มีหลักประกันให้กับชีวิตระหว่างการทำงาน โดยมนุษย์เงินเดือนที่ทำประกันสังคม มาตรา 33 จะได้รับความคุ้มครองด้วยกัน 7 กรณี ประกอบด้วย การว่างงาน ประสบอันตรายหรือได้รับความเจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ทุพพลภาพ ชราภาพ และเสียชีวิต
2. สิทธิในการทำทันตกรรม และตรวจสุขภาพประจำปี สิทธิประโยชน์ทั้ง 2 ด้านนี้ จะได้รับทุก ๆ ปี โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายขึ้นก่อน สำหรับสิทธิในการทำทันตกรรมจะได้รับสูงสุดไม่เกิน 900 บาท/ปี และสิทธิในการตรวจสุขภาพประจำปีก็สามารถรับการตรวจได้ฟรี ปีละหนึ่งครั้ง ณ โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ
3. ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 ผู้ประกันตนสามารถนำจำนวนเบี้ยสมทบ มาตรา 33 ประกันสังคมไปขอลดหย่อนภาษีในปีภาษีนั้น ๆ ได้ โดยสามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง และสูงสุด 9,000 บาท

เงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 นำไปใช้ทำอะไรบ้าง ?
เงินสมทบของประกันสังคมสำหรับ มาตรา 33 ที่ผู้ประกันตนจ่ายทุก ๆ เดือน จะถูกนำไปจัดสรรแบ่งออกเป็น 3 ส่วน หากยกตัวอย่างการจ่ายเงินสมทบต่อเดือนสูงสุดที่ 750 บาท จะถูกนำไปจัดสรรตามสัดส่วน ดังนี้
ส่วนที่ 1 : อัตรา 1.5% จำนวน 225 บาท สำหรับคุ้มครองกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต และคลอดบุตร
ส่วนที่ 2 : อัตรา 0.5% จำนวน 75 บาท สำหรับคุ้มครองกรณีว่างงาน
ส่วนที่ 3 : อัตรา 3% จำนวน 450 บาท สำหรับคุ้มครองสิทธิประโยชน์การสงเคราะห์บุตร หรือชราภาพ ซึ่งในส่วนนี้คือเงินสะสม และจะได้รับคืนเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
จากการจัดสรรเงินข้างต้น สรุปได้ว่า เงินสมทบที่เราจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 2% ของเงินสมทบจะถูกใช้สำหรับคุ้มครองผู้ประกันตน 7 กรณี และ 3% ของเงินสมทบจะถูกแบ่งไว้สำหรับการเก็บออมเพื่อการเกษียณอายุในกองทุนประกันสังคมเพื่อความชราภาพ
นอกจากนี้เงินสมทบที่ถูกหักไว้ ผู้จัดการกองทุนประกันสังคม (Social Security Fund) ก็มีหน้าที่นำเงินไปบริหารให้ได้รับผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยจะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ตั้งแต่สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ ไปจนถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างตราสารทุน หุ้นต่าง ๆ เป็นต้น

สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมมาตรา 33
มาเช็กประกันสังคม มาตรา 33 กันค่ะ จะมีสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตนอย่างไรบ้าง ตามที่เกริ่นไว้แล้วว่า ประกันสังคม มาตรา 33 จะคุ้มครองผู้ประกันตนใน 7 กรณี ประกอบด้วย
1. กรณีว่างงาน ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนว่างงานหรือถูกเลิกจ้าง และมีระยะว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป สามารถขึ้นทะเบียนเพื่อรับเงินทดแทนกรณีว่างงานได้ โดยจะต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานผ่านเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน หรือลงทะเบียนที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้านภายใน 30 วัน นับจากวันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง และต้องรายงานตัวตามนัดไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง จึงจะได้รับเงินทดแทนประกันสังคม โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
1) ถูกเลิกจ้าง จะได้เงินทดแทน 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย ปีละไม่เกิน 180 วัน
2) ลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงินทดแทน 30% ของค่าจ้างเฉลี่ย ปีละไม่เกิน 90 วัน
2. กรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเข้ารับการรักษา จะได้รับสิทธิรักษาพยาบาล โดยแยกเป็นแต่ละกรณี ดังนี้
1) รักษาในสถานพยาบาลที่ได้ลงทะเบียนไว้กับระบบประกันสังคม และเครือข่ายของโรงพยาบาลตามสิทธิ สามารถเข้ารักษาพยาบาลได้ฟรี ทั้งแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน รวมถึงการรับบริการตรวจสุขภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพหลังเจ็บป่วยด้วย
2) ประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน โดยมีเงื่อนไขความคุ้มครองตามสิทธิที่ประกันสังคมจ่ายให้ คือ

โรงพยาบาลรัฐ
ผู้ป่วยนอก ประกันสังคมจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตามจริง
ผู้ป่วยใน จ่ายให้ตามจริง ไม่เกิน 72 ชั่วโมงแรก โดยไม่รวมวันหยุดราชการ และมีค่าห้องและอาหารให้ตามจริงไม่เกิน 700 บาท/วัน
โรงพยาบาลเอกชน
ผู้ป่วยนอก จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตามจริง สูงสุด 1,000 บาท
ผู้ป่วยในที่ไม่ได้รักษาในห้อง ICU จ่ายให้ตามจริงไม่เกิน 72 ชั่วโมงแรก โดยไม่รวมวันหยุดราชการ สูงสุดวันละ 2,000 บาท และมีค่าห้องและอาหารตามจริงไม่เกิน 700 บาท/วัน
ผู้ป่วยในที่รักษาในห้อง ICU จ่ายให้ตามจริง สูงสุดวันละ 4,500 บาท รวมค่าห้อง ค่าอาหาร และค่ารักษาพยาบาล
หากผู้ป่วยตามสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 จำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ จ่ายให้ตามจริง ครั้งละ 8,000-16,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาผ่าตัด
ค่าฟื้นคืนชีพ จ่ายให้ตามจริง ไม่เกิน 4,000 บาท/ราย
ค่าเอกซเรย์ จ่ายให้ตามจริง ไม่เกิน 1,000 บาท/ราย
ค่าตรวจรักษา และค่าบริการอื่น ๆ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่หนังสือคู่มือผู้ประกันตน
3) ประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาลที่ใกล้เคียงได้ทุกแห่งโดยไม่ต้องสำรองจ่าย และไม่เกิน 72 ชั่วโมง
_0.jpg)
4) ทันตกรรม
กรณีขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน และผ่าฟันคุด จ่ายให้ตามจริงไม่เกิน 900 บาท/ปี
ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน จ่ายค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียมให้ตามจริง ไม่เกิน 1,500 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ใส่ฟันเทียม
ใส่ฟันเทียมถอดได้ทั้งปาก จ่ายให้ตามจริงไม่เกิน 4,400 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ใส่ฟันเทียม
5) เงินทดแทนการขาดรายได้ กรณีที่แพทย์ระบุให้หยุดทำงานเพื่อพักรักษาตัวให้หายดี จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และจะได้รับปีละไม่เกิน 180 วัน ทั้งนี้หากป่วยและต้องหยุดงานด้วยโรคเรื้อรัง จะได้รับเงินทดแทนไม่เกิน 365 วัน

3. กรณีคลอดบุตร ผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนวันคลอดบุตร จะสามารถเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์แบบเหมาจ่ายกรณีคลอดบุตร ในอัตรา 15,000 บาท/การคลอดบุตรหนึ่งครั้ง ส่วนค่าตรวจและฝากครรภ์ เบิกได้ตามจริงจำนวน 5 ครั้ง รวมสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาท
สำหรับสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 เพิ่มเติมของผู้ประกันตนหญิง จะได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่าย 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลา 90 วัน สูงสุด 2 ครั้ง
ทั้งนี้ หากสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ สิทธิในการเบิกค่าคลอดบุตรจะใช้ได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น และไม่จำกัดจำนวนบุตรต่อครั้งที่ใช้สิทธิ
4. กรณีสงเคราะห์บุตร ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน ภายใน 36 เดือนก่อนขอรับเงินสงเคราะห์บุตร จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรแบบเหมาจ่าย จำนวน 800 บาท/เดือน/บุตร 1 คน และสูงสุดครั้งละ 3 คน โดยบุตรนั้นต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะได้รับตั้งแต่อายุแรกเกิดจนครบ 6 ปีบริบูรณ์ และหากผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตายในระหว่างนั้น จะยังไม่ได้รับสิทธินี้ต่อไปจนบุตรอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์

5. กรณีทุพพลภาพ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนทุพพลภาพ จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ประกอบด้วย
1) เงินทดแทนการขาดรายได้
กรณีทุพพลภาพรุนแรง ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย ได้รับเป็นรายเดือนตลอดชีวิต
กรณีทุพพลภาพไม่รุนแรง ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตรา 30% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 180 เดือน
2) ค่าบริการทางการแพทย์
สถานพยาบาลของรัฐบาล รับการรักษาด้วยค่าบริการทางการแพทย์ตามจริง ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก
สถานพยาบาลเอกชน สิทธิประกันสังคม มาตรา 33 ให้เบิกได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 2,000 บาท/เดือน สำหรับผู้ป่วยนอก กรณีผู้ป่วยในเบิกได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 4,000 บาท/เดือน หากต้องใช้รถพยาบาลรับส่ง เหมาจ่ายให้ไม่เกินเดือนละ 500 บาท และมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย จิตใจ และอาชีพ ในอัตราตามที่ประกาศฯ กำหนด
3) เงินสงเคราะห์กรณีถึงแก่ความตาย
หากผู้ประกันตนเสียชีวิตในขณะที่ทุพพลภาพ จะได้รับเงินค่าทำศพ 50,000 บาท โดยมอบให้ผู้จัดการศพ
กรณีที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 3 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี จะได้รับเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 2 เดือน
กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 6 เดือน

6. กรณีชราภาพ สำหรับเงินทดแทนกรณีชราภาพ จะแยกออกเป็น 2 กรณี โดยผู้ประกันตนไม่สามารถเลือกได้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของประกันสังคมเท่านั้น คือ
1) เงินบำเหน็จชราภาพ สำหรับผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 180 เดือน และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง เป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย มีสิทธิรับเงินบำเหน็จโดยจ่ายเป็นก้อนเดียว และแยกเป็น 2 เงื่อนไข คือ
(1) ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 1-11 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายฝ่ายเดียว
(2) ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12-179 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายเงินสมทบ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน
2) เงินบำนาญชราภาพ สำหรับผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 180 เดือน และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง เป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย มีสิทธิรับเงินบำนาญซึ่งจะจ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต และแยกเป็น 2 เงื่อนไข คือ
(1) ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และใช้อัตราสูงสุด 15,000 บาท เป็นฐานในการคำนวณ
(2) ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน เงินบำนาญ ตามข้อ 1 จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในอัตราปีละ 1.5%
ทั้งนี้ หากผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 ที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่เสียชีวิตหลังได้รับสิทธิภายใน 60 เดือน ทายาทจะได้รับเงินทดแทนเป็นเงินบำเหน็จชราภาพ ในอัตรา 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพในเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต
7. กรณีเสียชีวิต ผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย ผู้จัดการศพจะได้รับเงินค่าทำศพ 50,000 บาท และจะได้รับเงินสงเคราะห์ 2 กรณี
1) กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือน แต่ไม่ถึง 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์จำนวนเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 2 เดือน
2) กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์จำนวนเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 6 เดือน โดยผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามมาตรา 33 ในกรณีนี้จะต้องเป็นบุตร สามี/ภรรยา บิดา/มารดา หรือบุคคลที่ผู้ประกันตนระบุไว้ในหนังสือ
ประกันสังคม มาตรา 33 ต้องจ่ายเบี้ยต่อเดือนเท่าไร
เมื่อรู้สิทธิประกันสังคม มาตรา 33 กันไปแล้ว ทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันผู้ประกันตนประกันสังคมมาตรา 33 จะต้องจ่ายเงินสมทบ 5% ของรายได้ต่อเดือน โดยคิดจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำสุดที่ 1,650 บาท/เดือน และสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน ดังนั้น ผู้ประกันตนที่ได้รับเงินค่าจ้างต่ำสุด จะต้องจ่ายเงินสมทบอยู่ที่ 83 บาท/เดือน ส่วนผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป จะต้องจ่ายเงินสมทบจำนวน 750 บาท/เดือน
สิทธิประโยชน์ทั้ง 7 ด้านของประกันสังคม มาตรา 33 นับว่ามีความสำคัญและมีความจำเป็นกับมนุษย์เงินเดือนทุกคน ซึ่งจ่ายเบี้ยเพียงหลักร้อยต่อเดือน แต่ได้รับความคุ้มครองครบทุกด้านของชีวิตที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และ 39 ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์จากมติคณะกรรมการประกันสังคม ที่ให้ความเห็นชอบ “บำนาญสูตรใหม่” ซึ่งเป็นสูตรคำนวณที่ถูกปรับเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่จะได้รับเงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคมในอนาคต เพราะที่ผ่านมากว่า 30 ปีมีความเหลื่อมล้ำมาโดยตลอด ซึ่งสูตรคำนวณใหม่นี้ จะมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคตต่อไป
ที่มาข้อมูล : ประกันสังคมมาตรา 33 รวมสิทธิที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้, สืบค้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568, https://www.krungsri.com/th/krungsri-the-coach/life/good-life/social-security-33-salary-rights-benefits
ที่มาภาพ :
Freepik, สืบค้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568, https://www.freepik.com.
ประกันสังคม จ่ายเท่าไหร่ คุ้มครองอะไรบ้าง สรุปทุกสิทธิและวิธีเช็กสิทธิประกันสังคม มาตรา 33, 39, 40, สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568, https://money.kapook.com/view270426.html
เรียบเรียงโดย : นางสาวราตรี ขำบริสุทธิ์ วิทยากรชำนาญการ กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์
นำเข้าข้อมูลโดย : นางสาวสรินยา กุลสิวลี เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์