ภาพ-ข่าววุฒิสภา
อ่านให้ฟัง
กมธ.วิสามัญฯ งบฯ 70 วุฒิสภา สรุปผลศึกษางบ 3.788 ล้านล้าน ชี้ต้องเน้น “คุณภาพการใช้จ่าย–ผลลัพธ์ต่อประชาชน” ควบคู่วินัยการคลังและการลงทุนอนาคต
วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 10.45 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชน ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สส.) คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วุฒิสภา นำโดย นายสุทนต์ กล้าการขาย โฆษกคณะกรรมาธิการฯ แถลงข่าว เรื่อง "สรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ" โดยกล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ครอบคลุมงบกลาง กระทรวง หน่วยงานของรัฐ จังหวัด และกลุ่มจังหวัด รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุนหมุนเวียน และแผนงานบูรณาการ โดยมุ่งตรวจสอบความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และผลสัมฤทธิ์ที่ประชาชนจะได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งการพิจารณางบประมาณครั้งนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ให้ความสำคัญไม่เฉพาะว่าแต่ละหน่วยงานได้รับงบประมาณจำนวนเท่าใด แต่พิจารณาไปถึงความจำเป็น ความคุ้มค่า ความซ้ำซ้อน ตลอดจนผลลัพธ์ที่ประชาชนและประเทศจะได้รับ โดยเฉพาะในภาวะที่พื้นที่ทางการคลังของประเทศมีข้อจำกัด
.
โดยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กำหนดวงเงินรายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 มีประมาณการรายได้สุทธิ 3 ล้านล้านบาท และกำหนดเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม โครงสร้างงบประมาณเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยรายจ่ายประจำอยู่ที่ประมาณ 2.786 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 73.6 ของวงเงินงบประมาณ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ 789,171.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.8 ลดลงร้อยละ 8.4 จากปีงบประมาณก่อน
.
ทั้งนี้ จากการพิจารณาศึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีข้อสังเกตสำคัญในภาพรวม 5 ประการ ได้แก่ 1) รักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง โดยจัดทำแผนบริหารหนี้สาธารณะทั้งระยะกลางและระยะยาว ประเมินต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ระดับหนี้เข้าใกล้กรอบวินัยการเงินการคลังมากเกินไปและยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ รวมถึงการพิจารณาฐานรายได้ใหม่ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และนำ Data Analytics และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพระบบภาษี 2) จัดงบประมาณให้แม่นยำและตรงเป้าหมาย ตามแนวทาง Precisely Targeted Budgeting และ Zero-Based Budgeting พร้อมทบทวนโครงการที่หมดความจำเป็นมีความสำคัญต่ำ หรือซ้ำซ้อน โดยยึดหลักความประหยัด ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล 3) เปลี่ยนการติดตามงบประมาณจากการเบิกจ่ายไปสู่ผลลัพธ์ โดยประเมินผลกระทบและความคุ้มค่าทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงจำนวนกิจกรรมหรือเปอร์เซ็นต์การเบิกจ่าย 4) ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของระบบ เชื่อมโยงข้อมูล และยกระดับบริการประชาชน โดยต้องดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาล คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และให้มนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบและตัดสินใจขั้นสุดท้าย และ 5) กระจายประโยชน์ของงบประมาณสู่ประชาชนและพื้นที่ โดยเชื่อมโยงการใช้จ่ายกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น การสร้างงาน การเพิ่มรายได้ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
.
สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เห็นว่า ควรพิจารณาความจำเป็น ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ผลตอบแทน ภาระทางการคลัง และความต้องการใช้บริการที่แท้จริง เพื่อป้องกันการลงทุนที่สูงเกินความจำเป็นหรือก่อภาระผูกพันแก่ประเทศในระยะยาว
.
นายสุทนต์ กล้าการขาย โฆษกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพิจารณางบประมาณไม่ควรสิ้นสุดเมื่อกฎหมายงบประมาณผ่านความเห็นชอบ แต่ควรมีระบบติดตามหลังการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายสูงสุดของงบประมาณแผ่นดินคือ การแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จะต้องเปลี่ยนคำถามจากหน่วยงานได้รับงบประมาณเท่าใด ไปสู่ประชาชนได้รับอะไรจากงบประมาณนั้น เพราะงบประมาณที่ดีไม่ใช่เพียงงบที่เบิกจ่ายได้ครบ แต่ต้องเป็นงบที่สร้างผลลัพธ์ แก้ปัญหา และทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาพร้อมข้อสังเกตต่อที่ประชุมวุฒิสภา และหากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว จะดำเนินการแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อประกอบการดำเนินการต่อไป
.
โดยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กำหนดวงเงินรายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 มีประมาณการรายได้สุทธิ 3 ล้านล้านบาท และกำหนดเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม โครงสร้างงบประมาณเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยรายจ่ายประจำอยู่ที่ประมาณ 2.786 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 73.6 ของวงเงินงบประมาณ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ 789,171.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.8 ลดลงร้อยละ 8.4 จากปีงบประมาณก่อน
.
ทั้งนี้ จากการพิจารณาศึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีข้อสังเกตสำคัญในภาพรวม 5 ประการ ได้แก่ 1) รักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง โดยจัดทำแผนบริหารหนี้สาธารณะทั้งระยะกลางและระยะยาว ประเมินต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ระดับหนี้เข้าใกล้กรอบวินัยการเงินการคลังมากเกินไปและยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ รวมถึงการพิจารณาฐานรายได้ใหม่ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และนำ Data Analytics และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพระบบภาษี 2) จัดงบประมาณให้แม่นยำและตรงเป้าหมาย ตามแนวทาง Precisely Targeted Budgeting และ Zero-Based Budgeting พร้อมทบทวนโครงการที่หมดความจำเป็นมีความสำคัญต่ำ หรือซ้ำซ้อน โดยยึดหลักความประหยัด ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล 3) เปลี่ยนการติดตามงบประมาณจากการเบิกจ่ายไปสู่ผลลัพธ์ โดยประเมินผลกระทบและความคุ้มค่าทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงจำนวนกิจกรรมหรือเปอร์เซ็นต์การเบิกจ่าย 4) ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของระบบ เชื่อมโยงข้อมูล และยกระดับบริการประชาชน โดยต้องดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาล คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และให้มนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบและตัดสินใจขั้นสุดท้าย และ 5) กระจายประโยชน์ของงบประมาณสู่ประชาชนและพื้นที่ โดยเชื่อมโยงการใช้จ่ายกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น การสร้างงาน การเพิ่มรายได้ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
.
สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เห็นว่า ควรพิจารณาความจำเป็น ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ผลตอบแทน ภาระทางการคลัง และความต้องการใช้บริการที่แท้จริง เพื่อป้องกันการลงทุนที่สูงเกินความจำเป็นหรือก่อภาระผูกพันแก่ประเทศในระยะยาว
.
นายสุทนต์ กล้าการขาย โฆษกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพิจารณางบประมาณไม่ควรสิ้นสุดเมื่อกฎหมายงบประมาณผ่านความเห็นชอบ แต่ควรมีระบบติดตามหลังการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายสูงสุดของงบประมาณแผ่นดินคือ การแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จะต้องเปลี่ยนคำถามจากหน่วยงานได้รับงบประมาณเท่าใด ไปสู่ประชาชนได้รับอะไรจากงบประมาณนั้น เพราะงบประมาณที่ดีไม่ใช่เพียงงบที่เบิกจ่ายได้ครบ แต่ต้องเป็นงบที่สร้างผลลัพธ์ แก้ปัญหา และทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาพร้อมข้อสังเกตต่อที่ประชุมวุฒิสภา และหากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว จะดำเนินการแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อประกอบการดำเนินการต่อไป