กฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นการสอบสวน

แบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นการสอบสวน

รายงานการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องฯ

ข้อมูลประกอบการรับฟังความคิดเห็น 

ในการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นการสอบสวน

๑. สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา 
          ปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมา เมื่อมีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น แล้วมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ ซึ่งการร้องทุกข์มีทั้งความผิดต่อส่วนตัวและความผิดต่อแผ่นดิน หรือมีบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย มากล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ
ในชั้นการสอบสวนมีคดีหลายประเภทที่คู่กรณี(ผู้เสียหายและผู้ต้องหา) ร้องขอให้พนักงานสอบสวนทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี(ผู้เสียหายและผู้ต้องหา) พนักงานสอบสวนไม่สามารถที่จะทำตามความประสงค์ของคู่กรณี(ผู้เสียหายและผู้ต้องหา) ได้ สาเหตุเพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับในทางปฏิบัติ พนักงานสอบสวนจะต้องทำสำนวนคดีอาญาดังกล่าวส่งพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลให้พิจารณาต่อไป

          ดังนั้น ประชาชนควรจะกำหนดทางเลือกของตนเอง ให้มีสิทธิสมัครใจเข้าเจรจาตกลงหรือเยียวยาความเสียหายในคดีอาญา ซึ่งเกิดจากความประสงค์ของคู่กรณี(ผู้เสียหายและผู้ต้องหา)  เพื่อระงับคดีได้ตั้งแต่ในชั้นการสอบสวน อันเป็นการลดระยะเวลา และค่าใช้จ่าย โดยมีผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นคนกลาง ซึ่งมีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการไกล่เกลี่ยเป็นอย่างดี และผ่านการอบรมมาทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยเข้าร่วมในการยุติข้อพิพาทคดีอาญาดังกล่าว

๒. ความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหา
          คดีอาญาบางคดีที่ลักษณะของการกระทำเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรงและไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคม ซึ่งผู้ต้องหาอาจกลับตนเป็นคนดีได้ และผู้เสียหายอาจได้รับการชดเชยเยียวยาตามสมควร หากมีการสนับสนุนให้คู่กรณี(ผู้เสียหายและผู้ต้องหา) มีการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นการสอบสวน เพื่อให้ผู้ต้องหามีโอกาสแสดงความสำนึกในการกระทำและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ก็จะเป็นการนำไปสู่การยอมความและยุติคดีด้วยความสมานฉันทควรส่งเสริมให้คู่กรณี(ผู้เสียหายและผู้ต้องหา) ได้มีทางเลือกในการยุติข้อพิพาทของตนเอง โดยการร้องขอต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินกระบวนการ ไกล่เกลี่ย จึงสมควรกำหนดให้มีการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นการสอบสวน เพื่อรองรับการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน และสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ที่ได้รับความเสียหายกับผู้ที่กระทำความผิดให้อยู่ร่วมกันในสังคมโดยปกติสุข

๓. หลักการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่จะตราขึ้น 
 ๓.๑  ใช้บังคับกับทุกหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน
 ๓.๒  ถ้าเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ จะกำหนดกรอบอัตราโทษอย่างสูงไว้ไม่เกิน ๓-๕ ปี
 ๓.๓  อยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจของคู่กรณี
 ๓.๔  กำหนดให้มีผู้ไกล่เกลี่ยขึ้นมาทำหน้าที่แทนพนักงานสอบสวน
 ๓.๕  ถ้าการไกล่เกลี่ยสำเร็จพนักงานสอบสวนจะนำผลการไกล่เกลี่ยเสนอพนักงานอัยการพิจารณาสั่งยุติคดี แต่ถ้าการไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จพนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนต่อไป

๔. ประเด็นที่จะรับฟังความคิดเห็น มีดังนี้
 ๔.๑ ประเภทคดีที่สามารถไกล่เกลี่ยได้คือ คดีความผิดลหุโทษ คดีความผิดอันยอมความได้ และคดีความผิดที่ยอมความกันไม่ได้แต่ต้องเป็นความผิดไม่ร้ายแรง พฤติการณ์แห่งการกระทำไม่กระทบต่อสังคมอย่างรุนแรง ควรมีอัตราโทษอย่างสูงไม่เกิน ๓ ปี
 ๔.๒ เมื่อคู่กรณีสมัครใจ พนักงานสอบสวนจะส่งเรื่องให้ผู้ไกล่เกลี่ยดำเนินการแทน
 ๔.๓ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในเวลาที่กำหนด (๖๐ วัน)
 ๔.๔ ถ้าไกล่เกลี่ยสำเร็จให้ผู้ไกล่เกลี่ยทำบันทึกส่งพนักงานสอบสวนเพื่อนำเสนอพนักงานอัยการ ถ้าไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ พนักงานสอบสวนจะสอบสวนต่อไป
 ๔.๕ การไกล่เกลี่ยจะมีการทำความตกลงกันทางแพ่งด้วย
 ๔.๖ ผู้ไกล่เกลี่ยเป็นผู้ที่ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น อายุไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี ผ่านการอบรมหลักสูตรภายใต้การควบคุมของกระทรวงยุติธรรม และขึ้นทะเบียนไว้
 ๔.๗ ระยะเวลาระหว่างการไกล่เกลี่ยไม่ควรนำเรื่องอายุความ และมาตรการผัดฟ้อง ฝากขัง มาใช้บังคับ
 ๔.๘ กระบวนการไกล่เกลี่ยจะทำเป็นความลับ
 ๔.๙ คู่กรณีสามารถถอนตัวจากการไกล่เกลี่ยเมื่อใดก็ได้
 ๔.๑๐ กรณีไกล่เกลี่ยสำเร็จ พนังงานสอบสวนจะส่งผลการไกล่เกลี่ยให้พนักงานอัยการพิจารณาพร้อมสำนวนการสอบสวน

 


ข้อมูลสำนักงานฯ

เรื่องที่น่าสนใจ