แนวทางการแก้ไขปัญหาการผลิต การตลาดสุกรอย่างยั่งยืน  
 
 รายงานการศึกษาเรื่อง  แนวทางการแก้ไขปัญหาการผลิต การตลาดสุกรอย่างยั่งยืน
 ชื่อคณะกรรมาธิการ  คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์
 วันที่ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณารายงาน  การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๗
 สาระสำคัญของรายงาน ข้อเท็จจริง
     จากข้อร้องเรียนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรซึ่งเป็นตัวแทนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ สามารถสรุปสภาพปัญหาที่เป็นข้อร้องเรียนได้ว่า การเลี้ยงสุกรในประเทศไทยถึงแม้จะมีพัฒนาการมายาวนาน แต่เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรมีอิสระเสรีในการเลือกเลี้ยงสุกรและขยายการเลี้ยงมากขึ้นในช่วงที่สุกรมีราคาดี และเพราะแรงจูงใจด้านราคาทำให้ผู้เลี้ยงขยายการเลี้ยงอย่างไม่มีขีดจำกัด เมื่อปริมาณสุกรมีมากเกินความต้องการผลที่ตามมาราคาก็จะตกต่ำ จนถึงระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแบกรับภาระการขาดทุนไม่ไหว ก็จะหยุดเลี้ยงสุกรไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อปริมาณสุกรลดลงถึงระดับที่ไม่เพียงพอที่จะสนองความต้องการของตลาด ราคาสุกรก็จะกลับปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จนกระทบถึงผู้บริโภคซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เหตุการณ์จะปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเช่นนี้ตลอดมา กล่าวคือ ราคาสุกรและปริมาณการเลี้ยงสุกรจะผันผวนเป็นวัฏจักรที่เรียกกันว่า “วัฎจักรสุกร” หรือ Hog Cycle ประกอบกับปัญหาโรคระบาดสัตว์ โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย รวมทั้งการใช้สารต้องห้ามบางชนิดในสุกรส่งผลให้ตลาดสุกรของไทยไม่พัฒนาก้าวหน้าไปเท่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ และการที่เนื้อสุกรของไทยไม่สามารถส่งออกไปขายในตลาดสำคัญ ๆ ในต่างประเทศที่นิยมบริโภคสุกร เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ทำให้การแก้ปัญหาวัฏจักรสุกรที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการใช้นโยบายการส่งออกเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา ส่งผลให้อุตสาหกรรมสุกรของไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาให้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุดได้ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีการผลิตสุกร ความเพียงพอด้านพืชอาหารสัตว์ที่มีหลากหลายชนิด และการสั่งสมประสบการณ์และทักษะในการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจำนวนมากที่สามารถพัฒนาไปสู่การเลี้ยงสุกรเพื่อการค้าได้ แต่เพราะข้อจำกัดด้านการตลาดและความไม่แน่นอนชัดเจนในนโยบายของรัฐในการพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรทำให้อุตสาหกรรมสุกรของไทยย่ำอยู่กับที่ไม่มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศคู่แข่งทั่วโลก เช่น ประเทศจีน เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก เบลเยี่ยม สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เป็นต้น
ปัญหาและสาเหตุปัญหา
     สามารถแยกพิจารณาได้ในประเด็นหลักดังต่อไปนี้ คือ
     - ด้านการผลิต
     - ด้านการตลาด
     - ด้านนโยบาย การควบคุมดูแลและการบริหารจัดการโดยภาครัฐ
     - ด้านสิ่งแวดล้อม
๑) ด้านการผลิต
     ๑.๑ ความไม่ชัดเจนในปริมาณสุกรที่มีในแต่ละช่วงเวลา
     ๑.๒ โรคระบาดในสุกร
     ๑.๓ สารตกค้างในสุกร
     ๑.๔ ปัญหาการขาดแคลนโรงฆ่าสัตว์ที่ทันสมัยและถูกสุขอนามัย
     ๑.๕ ปัญหาต้นทุนการผลิตสุกรและต้นทุนอาหารสัตว์
๒) ด้านการตลาด
     ๒.๑ ความจำกัดในการส่งออกสุกรมีชีวิตและเนื้อสุกรไปตลาดต่างประเทศ
     ๒.๒ ปัญหาระบบการตลาดภายในประเทศขาดประสิทธิภาพ
     ๒.๓ การจัดสรรส่วนเหลื่อมการตลาด (Marker’s Margin) ภายในประเทศ โดยระบบตลาดยังไม่เป็นธรรม
     ๒.๔ ปัญหาราคาตกต่ำที่เกิดจากวัฏจักรสุกร (Hog cycle)
๓) ปัญหานโยบายสุกรของรัฐ
     แม้ว่าการดูแลด้านนโยบายสุกรของรัฐ จะมีคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการปศุสัตว์แห่งชาติดูแล แต่ในความเป็นจริงคณะกรรมการชุดนี้มีการประชุมน้อยครั้งมากในแต่ละปี และยังขาดความชัดเจนเชิงนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมดูแล และการบริหารจัดการอุตสาหกรรมสุกรแห่งชาติ
     ๓.๑ ปัญหานโยบาย ได้แก่ ปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารเพื่อการควบคุมการผลิตและการตลาดสุกร ปัจจุบันยังขาดโครงสร้างการบริหารเพื่อการควบคุมการผลิตและการตลาดที่สมบูรณ์เพียงพอที่จะให้เกิดการปฏิบัติให้เป็นเอกภาพ และยังไม่มีหน่วยงานเจ้าของเรื่องที่ชัดเจน
     ๓.๒ นโยบายการให้การดูแลสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยในการพัฒนาการเลี้ยงสุกร การลดต้นทุนการเลี้ยงสุกร การสนับสนุนการผลิตและการตลาดของเกษตรกรรายย่อยไม่มีความชัดเจนว่า จะให้อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานใดเป็นที่แน่นอน ทำให้เกษตรกรรายย่อยเสียเปรียบเชิงธุรกิจในระบบการค้าเสรีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
     ๓.๓ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสุกรมีหลายฉบับและขัดแย้งกัน
๔) ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
     การที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม (Environment Concern) เป็นความรับผิดชอบที่สำคัญที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกระดับจะต้องดูแลจะต้องรับผิดชอบด้วย (Pollution pay) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจะต้องถือปฏิบัติภายใต้พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ด้วย เกี่ยวกับปัญหานี้ปรากฏว่า มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับมลภาวะจากฟาร์มสุกรของประชาชนโดยทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการบริหารอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภาเองก็มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการสร้างฟาร์มสุกรในพื้นที่ไม่สมควรเข้ามาด้วยเช่นกัน
แนวทางแก้ไข
     เพื่อให้อุตสาหกรรมสุกรของไทยเป็นเอกภาพ และเกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การผลิตและการตลาดให้บรรลุเป้าหมาย สุกรไทยสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คณะทำงานจึงเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อให้วัฏจักรสุกรถูกทำลายไปอย่างถาวรยั่งยืน ไม่ให้การตกต่ำของราคาสุกรหวนกลับมาเป็นวัฏจักรอีก โดยเสนอความเห็นเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้
     ด้านการผลิต
     ๑) จะต้องดำเนินการให้มีการจดทะเบียนฟาร์ม จดทะเบียนผู้เลี้ยงสุกรให้ครบถ้วน และกำหนดระเบียบปฏิบัติให้ผู้เลี้ยงสุกรต้องรายงานปริมาณสุกร ให้หน่วยงานรับผิดชอบของทางราชการทราบเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ทางราชการมีข้อมูลตัวเลขปริมาณที่แน่นอนชัดเจนเพื่อประโยชน์ทางการบริหารจัดการ และเพื่อการวางแผนควบคุมการผลิต และดูแลเรื่องราคาให้เหมาะสมอยู่เสมอ
     ๒) เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงสุกรให้แก่เกษตรกรรายย่อย ทางราชการโดยกรม ปศุสัตว์จะต้องดำเนินการสร้างสุกรพันธุ์แท้ของไทยขึ้นเอง ให้เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมที่จะจำหน่ายจ่ายแจกให้เกษตรกรทั่วทุกภูมิภาคนำไปเลี้ยงแล้วได้กำไรสูงสุด
     ๓) ภาครัฐจะต้องมีมาตรการส่งเสริมให้สร้างโรงฆ่าสัตว์ที่ทันสมัยในทุกเขตที่มีการเลี้ยงสุกรจำนวนมากเหมาะสมที่จะให้สร้างโรงฆ่าสัตว์ทันสมัยขึ้นได้ โดยให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม และมีบทบาทในเรื่องนี้ด้วย เพราะเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และรายได้ของท้องถิ่นอีกทางหนึ่งด้วย
     ๔) กรมปศุสัตว์จะต้องเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องดูแลเรื่องโรคสุกรและสารตกค้างในสุกรชำแหละ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสารเร่งเนื้อแดง ในปัจจุบันที่มีปัญหาอย่างมาก
     ๕) กรมปศุสัตว์ จะต้องคิดค้นและเผยแพร่สูตรอาหารสุกรที่ลดต้นทุนค่าอาหารให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงสุกรด้วยสูตรอาหารที่สุกรกินแล้วไม่เหลือธาตุอาหารถ่ายออกมาเป็นมูลสัตว์ที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากเกินไป
     ๖) กำหนดเขต (Zoning) พื้นที่ส่งเสริมการเลี้ยงสุกรเพื่อการส่งออก ภาครัฐอาจจะสนับสนุนให้มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการส่งออก เพื่อดำเนินการผลิตสุกรควบวงจรเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพื่อจัดการดูแลสภาพแวดล้อมอย่างจริงจังและเป็นเขตปลอดโรคระบาดสัตว์เพื่อเป็นการสนับสนุนการส่งออกสุกรไปตลาดต่างประเทศได้ทั้งหมด
     ๗) การเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายย่อยต้องได้รับการดูแลจากหน่วยงานส่งเสริมของทางราชการอย่างใกล้ชิด และได้รับการส่งเสริมให้รวมตัวกันทางการผลิต สหกรณ์ผู้ผลิตสุกรควรปรับปรุงให้เข้มแข็งขึ้นอีกครั้งโดยมาตรการของทางราชการ
     ด้านการตลาด
     ๑) ทางราชการจะต้องมีมาตรการส่งเสริมให้มีการแปรรูปเนื้อสุกรเป็นผลิตภัณฑ์จากสุกร เพื่อการส่งออกอย่างจริงจัง และมีการแสวงหาช่องทางการตลาดให้ด้วยเป็นพิเศษ
     ๒) ภาครัฐควรมีมาตรการส่งเสริมให้ภาคเอกชนไปลงทุนเพื่อการผลิต และการตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกด้านสุกรเพื่อใช้แรงงานและอาหารสัตว์บางส่วนจากประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการนำเข้าเงินตราต่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วย
     ๓) พัฒนาและส่งเสริมให้มีตลาดกลางประมูลสุกร ในทุกเขตส่งเสริมการเลี้ยงสุกร โดยสนับสนุนให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรและภาคเอกชนทั่วไป มีความสะดวกที่จะจัดตั้งตลาดกลางขึ้นและสนับสนุนส่งเสริมให้มีโรงฆ่าสัตว์ที่ทันสมัยดำเนินควบคู่กันไปด้วย
     ๔) ให้เนื้อสุกรชำแหละเป็นสินค้าควบคุมมาตรฐานและทางราชการจะต้องมีมาตรการดูแลไม่ให้ราคาสุกรมีชีวิตตกต่ำกว่าราคาต้นทุน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรส่วนเหลื่อมทางการตลาด โดยใช้การจัดการตามสูตร ราคาเนื้อแดง ๑ กก. = (ราคาสุกรมีชีวิต x ๒) + ๒ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการค้าสุกร ผนวกกับวิถีตลาดสุกรที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรศึกษาไว้แล้ว
     ๕) ระเบียบ กฎหมาย ที่มีอยู่แล้วหรือจะต้องตราขึ้นใหม่ จะต้องให้มีผลปฏิบัติอย่างจริงจังที่จะป้องกันไม่ให้มีการ Dump ราคา โดยของไม่มีคุณภาพหรือมีคุณภาพก็ตาม
     ด้านนโยบาย
     ๑) จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการสุกรระดับชาติ โดยมีรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายการผลิต การตลาด และทำหน้าที่ควบคุมบริหารและจัดการ และดูแลการตลาดอย่างจริงจัง โดยให้มีโครงสร้างคณะกรรมการบริหารที่มาจากตัวแทนของผู้เลี้ยงรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ และฝ่ายราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ จะต้องยึดหลักที่จะปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้ยืนบนขาตัวเองให้ได้ในอนาคตอันใกล้
     ๒) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสุกรไม่ว่าจะเป็นการกำกับควบคุมการผลิต การตลาด การส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนา จะต้องมีการศึกษาวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน
     ๓) การจัดตั้งกองทุนเพื่ออุตสาหกรรมสุกรโดยเฉพาะ โดยให้มีที่มาของเงินกองทุนจากแหล่งที่สมควรและเหมาะสม เพื่อใช้แก้ปัญหาการผลิต การตลาด การวิจัยพัฒนาและอื่น ๆ จะต้องเร่งดำเนินการโดยทางราชการจะต้องเป็นผู้สนับสนุนเงินสมทบเข้ากองทุนส่วนหนึ่งด้วย
     ด้านสิ่งแวดล้อม
     ๑) จะต้องพิจารณาแก้ไขมลภาวะที่มีสาเหตุมาจากฟาร์มสุกรทุกขนาดภาครัฐจะต้องเข้าสนับสนุนทางการเงิน เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขเรื่องมลภาวะจากฟาร์มสุกร
     ๒) จะต้องสนับสนุนการวิจัยพัฒนาเพื่อให้มีการจัดการบำบัดของเสียจากฟาร์มสุกรให้เกิดประโยชน์และลดต้นทุนการจัดการของเสียด้วย
     ๓) พิจารณาดำเนินการเพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรขึ้นโดยเฉพาะ และจะต้องจัดเป็นนิคมของสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อให้มาอยู่รวมกันในพื้นที่ที่เหมาะสมและถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจการเลี้ยงสุกร เพื่อความสะดวกและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และทางราชการจะต้องให้การสนับสนุนในด้านเงินทุนดำเนินการในเบื้องต้น ทั้งนี้ให้ใช้การบริหารจัดการโดยระบบสหกรณ์
 มติที่ประชุมวุฒิสภา  เห็นด้วยกับรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อส่งไปยังคณะรัฐมนตรี
 หน่วยงานที่รับผิดชอบ  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 ผลการติดตามปฏิบัติตามมติ       กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหนังสือ ที่ กษ ๐๖๑๔/๕๙๔๖ ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ชี้แจงถึงการดำเนินการในแนวทางการแก้ปัญหาการผลิตการตลาดสุกรอย่างยั่งยืน คือ สืบเนื่องจากการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพทางปศุสัตว์ที่มีความสำคัญต่อทางด้านเศรษฐกิจปศุสัตว์ของประเทศ และมีความเกี่ยวข้องกับหลายสาขาทั้งผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการ ในส่วนของการตลาดการแปรรูปและผู้บริโภค เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอาชีพการเลี้ยงสุกรทั้งระบบให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีคำสั่งที่ ๒๕๙/๒๕๔๖ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการผลิตสุกร และผลิตภัณฑ์ ในวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน (ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีคำสั่ง กษ ที่ ๙๙/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๗ ยกเลิกคำสั่งที่ กษ ๒๕๙/๒๕๔๖ โดยมีการเปลี่ยนแปลงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแทน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ทั้งนี้คณะกรรมการดังกล่าว มีอำนาจหน้าที่ คือ
     ๑. กำหนดนโยบายเป้าหมายแผนงาน โครงการและมาตรการในการพัฒนาระบบการผลิตการตลาดและผลิตภัณฑ์สุกร
     ๒. ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในด้านการผลิตการตลาดและผลิตภัณฑ์สุกร
     ๓. ศึกษาวิเคราะห์ปัญหา แนวทางการป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการผลิตการตลาดและผลิตภัณฑ์สุกร
คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการอีก ๔ ชุด ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๖ ซึ่งประกอบด้วย
     ๑. คณะอนุกรรมการพัฒนาการผลิตสุกรและผลิตภัณฑ์
     ๒. คณะอนุกรรมการพัฒนาการตลาดสุกรและผลิตภัณฑ์
     ๓. คณะอนุกรรมการพัฒนาโรงฆ่าสุกร
     ๔. คณะอนุกรรมการมาตรฐานปัจจัยการผลิตและผลิตภัณฑ์ 
คณะอนุกรรมการดังกล่าว ทั้ง ๔ ชุด เป็นการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่อยู่ในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้น ๆ เป็นคณะอนุกรรมการ ซึ่งมีการจัดประชุมสัมมนาบ่อยครั้ง และกรมปศุสัตว์ได้สรุปเป็น (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ นำเสนอคณะกรรมการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการผลิตสุกรและผลิตภัณฑ์เห็นชอบ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาลงนามถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) ระเบียบดังกล่าว ตามหนังสือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ กษ ๐๖๑๔/๔๓๐๔ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๗ เรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ พ.ศ. .... และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ พ.ศ. ....รวม ๒ ฉบับ (รายละเอียดดังสิ่งที่ส่งมาด้วย) สาระสำคัญของ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ พ.ศ. .... คือ 
     ๑. การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์แห่งชาติ
     ๒. การพัฒนาการผลิตสุกรและผลิตภัณฑ์ เป็นการจัดทำการขึ้นทะเบียนผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศ และพัฒนาฟาร์มสุกรเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม
     ๓. การพัฒนาการตลาดสุกร เป็นการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในธุรกิจการค้าซากสุกร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
     ๔. การพัฒนาโรงฆ่าและมาตรฐาน กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนโรงฆ่าและมีการปรับปรุงและพัฒนาโรงฆ่าให้เข้าสู่มาตรฐาน
     ๕. การพัฒนามาตรฐานปัจจัยการผลิตและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในเรื่องของปัจจัยการผลิต
     ๖. การจัดตั้งกองทุนพัฒนาสุกร เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาสุกรทั้งระบบด้วยรายได้ของกองทุนฯ
     ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ดำเนินการในขณะนี้ คือ
     ๑. การขึ้นทะเบียนผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศ เพื่อให้การอบรมผู้เลี้ยงสุกรให้มีความรู้ และพัฒนาฟาร์มสุกรเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม
     ๒. การพัฒนาโรงฆ่าและมาตรฐาน ได้มีการขึ้นทะเบียนโรงฆ่าทั้งประเทศ และจัดทำเกณฑ์มาตรฐานโรงฆ่า คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ได้อนุมัติเงินจ่ายขาด วงเงิน ๕๐๐ ล้านบาท จากงบด้านปัจจัยการผลิตให้ปศุสัตว์เพื่อจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธทว.) ที่ปล่อยเงินกู้ให้กับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการด้านปศุสัตว์ในการปรับปรุงโรงเรือน หรือโครงสร้างการผลิตที่เกี่ยวข้องทางด้านปศุสัตว์ เพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าปศุสัตว์ เพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ด้วยวิธีการชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๒ ต่อปี ให้กับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติเงินกู้ดังกล่าว
 ค้นหารายละเอียดของรายงาน คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์
สำนักกรรมาธิการ ๑
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา