ปัญหาการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้  
 
 รายงานการศึกษาเรื่อง  ปัญหาการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
 ชื่อคณะกรรมาธิการ  คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ วุฒิสภา
 วันที่ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณารายงาน  การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๘ (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๖
 สาระสำคัญของรายงาน      ทุ่งกุลาร้องไห้มีพื้นที่ประมาณ ๒.๑ ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ๕ จังหวัด คือ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษ และสุรินทร์ สภาพเดิมมีปัญหาความแห้งแล้งในฤดูแล้งและน้ำท่วมในฤดูฝน อีกทั้งคุณภาพดินส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและเป็นดินเค็มไม่ค่อยเหมาะต่อการทำการเกษตร ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีความยากจนสูง เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ให้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมพัฒนาที่ดินจึงได้เริ่มจัดหาแผนพัฒนาการเกษตรกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ โดยทำการสำรวจดินและวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๑๔
     ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ กรมพัฒนาที่ดินได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ที่ดำเนินการ โดยคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งได้จัดทำแผนแม่บทพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและได้รับอนุมัติแผนแม่บทนี้ในปี ๒๕๒๒ และเริ่มดำเนินการโดยได้รับการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นมา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้เป็นคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวม ๗ คณะ เพื่อดำเนินงานตามแผนพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานขึ้นเพียง ๔ คณะ เพื่อบริหารจัดการงานตามแผนแม่บท โครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ และ ๙ ต่อไป
     หลังการดำเนินการตามแผนแม่บท ๔ ฉบับ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๔ - ๒๕๔๔ ในปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้มีรายได้และความเป็นอยู่  ดีขึ้น โดยเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ อย่างไรก็ตามการพัฒนายังไม่บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามแผนแม่บทเดิมที่กำหนดไว้ โดยรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ยังต่ำกว่าเกษตรกรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในกลางปี ๒๕๔๐ ทำให้บทบาทภาคเกษตรมีความสำคัญมากขึ้น จึงควรมีการจำแนกที่ดินเพื่อพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้อย่างต่อเนื่องและหลากหลายตามความต้องการของประชาชนต่อไป
สภาพปัจจุบันและปัญหา
     จากรายงานของกรมพัฒนาที่ดิน เรื่อง ทรัพยากรดินและความเหมาะสมของการใช้ทรัพยากรดินสำหรับการปลูกข้าวในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ สภาพปัจจุบันของทุ่งกุลาร้องไห้ ร้อยละ ๙๐ เป็นที่ลุ่ม และเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้จะประกอบอาชีพการทำนา ถึงร้อยละ ๘๐ ของพื้นที่ทั้งหมด ปัญหาในอดีตของทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อพิจารณาถึงการใช้ที่ดินเพื่อการทำนาแล้ว จะพบว่ามีปัญหามากมายนับตั้งแต่ผลผลิตต่ำ อันเนื่องจากปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์เป็นทรายจัด บางส่วนเป็นดินเค็ม และบางส่วนดินมีคุณสมบัติเป็นกรด ปัญหาน้ำไม่สามารถควบคุมน้ำได้ ขาดแคลนน้ำตอนต้นฤดูเพาะปลูก น้ำท่วมตอนปลายฤดูเพาะปลูก และแห้งแล้งในฤดูแล้ง ปัญหาเรื่องพันธุ์ข้าวไม่เหมาะสมกับลักษณะดิน และปัญหาการถือครองที่ดิน มีการถือครองแบบมือเปล่าโดยไม่มีกรรมสิทธิ์ทำให้เกษตรกรไม่มั่นใจในการลงทุน อาทิ การปรับปรุงดิน และการใช้เทคนิคสมัยใหม่ ฐานการผลิตแคบ กล่าวคือ ส่วนใหญ่จะมีอาชีพที่ขึ้นอยู่กับการทำนาเพียงอย่างเดียว ขาดรายได้จากผลิตผลอย่างอื่นมาทดแทนไม่ว่าจะในรูปของไร่นาสวนผสม หรืองานอาชีพ  อื่น ๆ  ขาดแคลนทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่สมบูรณ์ ขาดเส้นทางคมนาคม ระบบนิเวศวิทยาที่เสียไปจากการที่ป่าไม้ในที่ดอนหรือป่าโคกถูกทำลายมาก จะเป็นสาเหตุหนึ่งของการขยายตัวของพื้นที่ดินเค็ม
โครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๙)
สถานการณ์ทั่วไป
     หลังจากที่ประเทศไทยต้องประสบกับภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจในกลางปี ๒๕๔๐ คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวทุ่งกุลาร้องไห้ต้องกลับไปพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเพื่อการดำรงชีพแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเกิดภาวะคนว่างงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น การกระทำใด ๆ ในอันที่จะช่วยแก้ปัญหาด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้กับเกษตรกรชาวทุ่งกุลาร้องไห้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
     ความแตกต่างของตัวเลขรายได้เงินสดภาคการเกษตรของชาวทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อเปรียบเทียบกับของเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือดังกล่าวข้างต้น เป็นหลักฐานยืนยันได้ดีว่าทั้งก่อนการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและหลังการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เกษตรกรชาวทุ่งกุลาร้องไห้ยังคงล้าหลังทางด้านรายได้และความเป็นอยู่เป็นอย่างมาก ข้อแตกต่างนี้จะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้นอกภาคการเกษตรยิ่งหดหายไปเพราะภาวะการว่างงานที่มีอยู่ทั่วไปในภาคบริการและอุตสาหกรรม
     เมื่อพิจารณารายได้เงินสดจากการเกษตร จะพบว่ารายได้เงินสดทางการเกษตรของเกษตรกรโดยเฉลี่ยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอัตราเพิ่มขึ้นต่อปีประมาณร้อยละ ๘.๗๘ สูงกว่าเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งมีอัตราเพิ่มต่อปีประมาณร้อยละ ๗.๑๘ แสดงว่าแม้ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้จะมีโครงการด้านการพัฒนาการเกษตร และใช้เวลาดำเนินการโครงการเป็นระยะเวลานานถึง ๑๙ ปี ก็ตาม ระดับรายได้เงินสดทางการเกษตรยังไม่อาจสูงขึ้นเท่าเทียมเกษตรกรโดยเฉลี่ยในภาคตะวันออก เฉียงเหนือและนับวันจะยิ่งมีระยะห่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ต่อไปในอนาคตถ้าเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้จะได้รับการส่งเสริมและพัฒนาในระดับเท่าเทียมกับเกษตรกรโดยทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว ระดับรายได้ที่เกษตรกรในทุ่งกุลาร้องไห้จะได้รับก็จะต่ำกว่าเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจะมีช่วงห่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว การส่งเสริมและพัฒนาทางด้านการเกษตรของทุ่งกุลาร้องไห้ จึงจำเป็นต้องกระทำและต้องดำเนินการในเชิงเน้นเพื่อขจัดปัญหา อุปสรรค ในการประกอบอาชีพการเกษตรกรรมของเกษตรกรในทุกด้าน
     กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีคำสั่งที่ ๑/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๒ และคำสั่งที่ ๓/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริการโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ให้สามารถดำเนินการต่อเนื่องไปจากอดีตที่ผ่านมาเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของโครงการที่ตั้งไว้แต่เดิม คือ การยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ให้สูงขึ้นเท่าเทียมกับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร ในเขตพัฒนาแล้วของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ได้ภายในปี ๒๕๔๙
ยุทธศาสตร์การพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ในอนาคต
     คณะอนุกรรมการบริหารโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ได้กำหนด กระบวนการแก้ปัญหาทุ่งกุลาร้องไห้ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๙ ประกอบด้วยกลยุทธ์ที่สำคัญ ๒ ประการ คือ
          กลยุทธ์ที่ ๑  การพัฒนาในส่วนของรัฐ ภายใต้ทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่และต่อเนื่องจากการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๔ – ๒๕๔๔
          กลยุทธ์ที่ ๒  การมีส่วนร่วมของประชาชนกับรัฐในการเพิ่มศักยภาพทรัพยากรธรรมชาติ และโครงสร้างพื้นฐานนำการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ในอนาคตระหว่างปี ๒๕๔๕ – ๒๕๔๙ เพื่อให้การแก้ปัญหาทุ่งกุลาร้องไห้ในส่วนของรัฐที่ยังดำเนินการไม่บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามแผนแม่บทฉบับเดิม ให้สามารถดำเนินการส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จ ในขณะเดียวกันเพื่อเพิ่มมิติใหม่ของการมีส่วนร่วมประชาชนรวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นในการพัฒนาในฐานะผู้ร่วมทำกิจกรรมและผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนานี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ (มาตรา ๔๖ และมาตรา ๒๙๐) ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและเกิดความยุติธรรมในสังคม โดยเน้นการพัฒนาที่นำไปสู่การเกษตรแบบผสมผสานหรือในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว และอาจเพิ่มศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานนั้นให้สามารถมีการใช้ประโยชน์ที่ดินได้ยั่งยืนและทั่วถึงเป็นธรรม ตลอดจนเน้นการพัฒนาบทบาทของกลุ่ม องค์กร หรือสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งและเกื้อหนุนการแก้ปัญหาทุ่งกุลาร้องไห้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนาทั้งในการกำหนดกิจกรรมและเข้าร่วมในกิจกรรมนั้น ๆ
สาระสำคัญของแผนแม่บทโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ (พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๙)
วัตถุประสงค์
     ๑) เพื่อพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ แหล่งน้ำ ดิน ป่าไม้ และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ประโยชน์ของชุมชน มีสภาพเหมาะสมและเอื้ออำนวยให้การผลิตทางการเกษตรมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน
     ๒) เพื่อขยายและพัฒนาเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิ ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ให้มีประสิทธิภาพในการผลิตที่สูงขึ้น  และมีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง  พร้อมพัฒนาระบบการค้าที่ก่อประโยชน์ให้แก่เกษตรกรสูงขึ้น
     ๓) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนสร้างอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้  ทั้งภาคเกษตร  อุตสาหกรรมในครัวเรือน  และอื่น ๆ  เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร โดยเฉลี่ยให้พอเพียงต่อการเลี้ยงดูครอบครัวและมีรายได้ต่อเนื่องที่มั่นคง
เป้าหมาย
     เป้าหมายการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ พ.ศ.๒๕๔๕ – ๒๕๔๙   เน้นการเพิ่มรายได้  ทั้งจากการผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรมในครัวเรือน และอื่น ๆ  เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ฯ ให้เท่าเทียมหรือใกล้เคียงกับรายได้ของเกษตรกรโดยทั่วไปเฉลี่ยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงปีสิ้นสุดโครงการฯ  (พ.ศ.๒๕๔๙) ซึ่งการพัฒนาจะต้องสามารถสร้างรายได้เพิ่มต่อปีในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๑๕ -๒๐ 
การดำเนินการ
     ๑) สถานที่ดำเนินการ ดำเนินการพัฒนาในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ทั้งหมดประมาณ ๒.๑ ล้านไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ในจังหวัดร้อยเอ็ด ๙๘๖,๘๐๗ ไร่จังหวัดสุรินทร์  ๕๗๕,๙๙๓ ไร่ จังหวัดมหาสารคาม ๑๙๓,๘๙๐ ไร่  จังหวัด ศรีสะเกษ  ๒๘๗,๐๐๐  ไร่  และจังหวัดยโสธร  ๖๔,๐๐๐  ไร่
     ๒) ระยะเวลาดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ พ.ศ.๒๕๔๕ – ๒๕๔๙  เป็นช่วงเวลาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙
แนวทางการพัฒนา
     การพัฒนาให้บรรลุตามเป้าหมายประกอบด้วยแผนสาขา ๕ แผน ภายใต้การบริหารของคณะอนุกรรมการบริหารโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ (ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ตามคำสั่งที่ ๑/๒๕๔๒ และ ๓/๒๕๔๒) ซึ่งประกอบด้วย
     ๑) แผนสาขาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ  เพื่อพัฒนาให้ทรัพยากร ธรรมชาติในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ กลับสู่สภาพอุดมสมบูรณ์ ทั้งด้านดิน น้ำ  และป่าไม้ ประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก  คือ 
          ๑.๑ เพื่อป้องกันแก้ไขความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
          ๑.๒ เพื่อปรับปรุงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของทุ่งกุลาร้องไห้ ให้อยู่ในสภาพอุดมสมบูรณ์
          ๑.๓ เพื่อพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติทั้งทรัพยากร ดิน แหล่งน้ำ และป่าไม้ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชากร  และให้เกิดศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้มากที่สุดปรับปรุงระบบนิเวศน์ให้ดีขึ้น
          ๑.๔ ปรับปรุงระบบนิเวศน์ให้ดีขึ้น
     ๒) แผนสาขาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิ เพื่อพัฒนาให้ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งผลิตข้าวขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูง  ผลผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ  วัตถุประสงค์หลักประกอบด้วย
          ๒.๑ เพื่อพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ให้เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิขนาดใหญ่และมีคุณภาพดีที่สุดของประเทศ
          ๒.๒ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการผลิตข้าวหอมมะลิให้มีผลผลิตต่อไร่สูงและลดต้นทุนการผลิต  ตลอดจนพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐาน
          ๒.๓ เพื่อยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
     ๓) แผนสาขาส่งเสริมอาชีพ เพื่อพัฒนาให้เกษตรกร มีอาชีพรองอื่น ๆ  ทั้งการเกษตร อุตสาหกรรมในครัวเรือน ประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก คือ
          ๓.๑ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้จากอาชีพอื่นนอกเหนือจากการทำนา
          ๓.๒ เพื่อยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ มีสภาพความเป็นอยู่เท่าเทียมกับความเป็นอยู่ของเกษตรกร ในเขตพัฒนาแล้วของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
          ๓.๓ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายแรงงานภาคเกษตรของเกษตรกร ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
     ๔) แผนสาขาประชาสัมพันธ์ และการมีส่วนร่วมของประชาชน  ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจการดำเนินงานของโครงการให้เกษตรกรมีความเข้าใจ มีส่วนร่วมและยอมรับในแนวทางการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะดำเนินงาน ตลอดจนมีความตระหนักและเข้าใจในการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างเหมาะสม ประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก คือ 
          ๔.๑ เพื่อเผยแพร่การดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรดิน  ตลอดทั้งเกษตรกรสามารถนำแนวทางการพัฒนาต่าง ๆ ไปปฏิบัติได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
          ๔.๒ เผยแพร่และสร้างความเข้าใจ  ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่โครงการเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินงานของโครงการหลักและย่อยต่าง ๆ อันจะนำมาซึ่งความร่วมมือที่ดี
          ๔.๓ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไป  และชาวต่างประเทศได้ทราบถึงแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิขนาดใหญ่ที่สุดของโลก  และเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีที่สุดของประเทศและของโลก
          ๔.๔ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว  สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นบนที่ดินทำกินของตนเอง
     ๕) แผนสาขาติดตามและประเมินผลโครงการ ศึกษาติดตามผลการดำเนินงานในโครงการต่าง ๆ ในแผนการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้  ให้ได้ข้อมูลสำหรับพิจารณา ปรับปรุงแก้ไข ปรับปรุงแผนที่จะดำเนินการต่าง ๆ ไปให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ และประเมินวัดผลสำเร็จในการดำเนินงานโดยรวมของแผนพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ระยะที่ ๔ ทั้งหมด ประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก คือ
          ๕.๑ ศึกษาข้อมูลพื้นฐานก่อนมีโครงการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวัดความสำเร็จของโครงการ
          ๕.๒ เพื่อติดตามประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ
          ๕.๓ เพื่อประเมินผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการ
          ๕.๔ ศึกษาต้นทุน ผลตอบแทน กิจกรรมการผลิตทางเลือก เพื่อเสนอเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตแก่เกษตรกร
ข้อสังเกต / ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ  
๑. จากการศึกษาแผ่นแม่บทโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๕–๒๕๔๙) พบว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความตั้งใจที่สูงมากในอันที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพของเกษตรกรในทุ่งกุลาร้องไห้ขึ้นมาใน ๕ ลักษณะ คือ
     ๑) เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวหอมมะลิในสายพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕ และ กข. ๑๕ จาก ๒๖๐ กก./ไร่ เป็น ๕๕๐ กก./ไร่
     ๒) เพื่อเพิ่มอาชีพหลังการทำนาปี โดยการทำไร่นาสวนผสม/การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหม การทำปศุสัตว์ ฯลฯ
     ๓) เพื่อปรับปรุงบำรุงรักษาสภาพแวดล้อม/สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เพื่อให้การดำเนินการตามข้อ ๑ และ ๒ เป็นไปอย่างยั่งยืน โดยการจัดหา/บำรุงรักษาทรัพยากรดิน/น้ำและป่าไม้
     ๔) เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ และทั่วโลกและเพื่อให้ประชาชนทั่วไปรู้จักสินค้าของโครงการและสถานที่ท่องเที่ยวในโครงการที่มีอยู่เดิม
     ๕) เพื่อเพิ่มมาตรการการติดตามและประเมินผลโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแผนงานให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา/ความต้องการของประชาชนในอนาคต
     อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ต่างกรรมต่างวาระ ได้มีการเสนอว่าควรจะเน้นเรื่องการทำปศุสัตว์ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ให้มากขึ้น ทั้งในรูปของการเลี้ยงโคเนื้อ/โคขุน การเลี้ยงนกกระจอกเทศ และการทำการประมงให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังฤดูทำนาปี ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างงานขึ้นในทุ่งกุลาร้องไห้อย่างต่อเนื่องได้ทั้งปี เกษตรกรชาวทุ่งกุลาร้องไห้ไม่จำเป็นต้องไปประกอบอาชีพอื่น ๆ นอกภาคการเกษตรและนอกพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้อีกต่อไป
     ดังนั้นจึงควรจะมีการปรับปรุงแผนงานของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปศุสัตว์และการประมงให้เข้มข้นกว่าที่เป็นอยู่ต่อไป โดยทั้งนี้ทางกรมพัฒนาที่ดิน กรมปศุสัตว์ และกรมประมง ควรจะร่วมกันเพื่อจำแนกที่ดินในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ว่ามีพื้นที่ใดที่เหมาะแก่การปศุสัตว์และการประมงดังกล่าวแล้วข้างต้นให้เป็นที่ชัดเจนต่อไป
๒. จากการศึกษาแผนแม่บทของโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ปี พ.ศ.๒๕๔๕–๒๕๔๙ ที่ได้ผ่านการดำเนินการตามโครงการศึกษาความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งดำเนินการและส่งมอบงานโดยบริษัท เทสโก้ จำกัด เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๔ ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาที่ดิน ผลการศึกษาดังกล่าวพบว่าประชาชนชาวทุ่งกุลาร้องไห้ให้ความเห็นชอบต่อแนวทางการพัฒนาที่จัดทำขึ้นโดยภาครัฐตามแผนแม่บทดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ และได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยสรุปรวม ๙ ข้อ ดังนี้
     ๑) ให้มีการประสานงานการมีส่วนร่วมรูปแบบไตรภาคีจากเครือข่ายภาคีการพัฒนาทุกระดับอันประกอบด้วย
          - ศูนย์ปฏิบัติการโครงการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้:แทนเครือข่ายหน่วยงานรัฐ
          - ศูนย์ฝึกอบรมทุ่งกุลาร้องไห้:แทนเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรระดับตำบล
          - สมาคมเครือข่ายพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้:แทนเครือข่าย อบต. ท้องถิ่น
     ๒) จัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเป็นที่ปรึกษาการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้อย่างมีส่วนร่วม
     ๓) ให้ศูนย์ปฏิบัติการโครงการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นเจ้าของโครงการฝึกอบรม ซึ่งรวมการฝึกอบรมตามแผนแม่บทฯ เข้าเป็นกลุ่มตามความต้องการท้องถิ่น โดยคาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ ๑๐–๑๕% ดังนี้
          - กลุ่มที่ ๑ : การบำรุงดิน ไร่นาสวนผสม ไม้ผล การปลูกป่า
          - กลุ่มที่ ๒ : ข้าวหอมมะลิ การสหกรณ์ การตลาด
          - กลุ่มที่ ๓ : การปศุสัตว์
          - กลุ่มที่ ๔ : ประมง
          - กลุ่มที่ ๕ : ไหม
     ๔) อาจใช้ศูนย์ฝึกอบรมทุ่งกุลาร้องไห้ มูลนิธิประสานงานความร่วมมือพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ณ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นสถานที่อบรม
     ๕) ลำดับความสำคัญเร่งด่วนตามความต้องการท้องถิ่นของโครงการในแผนแม่บทฯ ตามแผนงานพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ
          - ลำดับที่ ๑ : โครงการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำ
          - ลำดับที่ ๒ : โครงการพัฒนาการปฏิรูปที่ดินในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
          - ลำดับที่ ๓ : โครงการฟื้นฟูปรับปรุงสภาพป่าและสิ่งแวดล้อม
          - ลำดับที่ ๔ : โครงการพัฒนาที่ดินทุ่งกุลาร้องไห้
     ๖) ลำดับความสำคัญเร่งด่วนความต้องการท้องถิ่นของโครงการในแผนแม่บทฯ ตามแผนงานปรับปรุงประสิทธิภาพข้าวหอมมะลิ ได้แก่
          - ลำดับที่ ๑ : โครงการเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจการตลาดผลิตผลการเกษตรของสหกรณ์
          - ลำดับที่ ๒ : โครงการปรับปรุงที่นา
          - ลำดับที่ ๓ : โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิ
          - ลำดับที่ ๔ : โครงการสร้างแหล่งน้ำในไร่น้ำ
          - ลำดับที่ ๕ : โครงการพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิในเขตุทุ่งกุลาร้องไห้
     ๗) อนึ่ง อาจรวมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิ และโครงการพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ตามความเห็นของส่วนกลางเข้าเป็นโครงการเดียวกันเพื่อประหยัดงบประมาณ โดยปรับเป็นโครงการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิในเขตทุ่งกุลาร้องไห้
     ๘) ลำดับความสำคัญเร่งด่วนตามความต้องการท้องถิ่นของโครงการในแผนแม่บทฯ ตามแผนงานส่งเสริมอาชีพ มีดังนี้
          - ลำดับที่ ๑ : โครงการส่งเสริมกิจกรรมการผลิตและการตลาดสินค้าทุ่งกุลาร้องไห้
          - ลำดับที่ ๒ : โครงการไร่นาสวนผสม
          - ลำดับที่ ๓ : โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
          - ลำดับที่ ๔ : โครงการพัฒนาการผลิตไหมไทย
          - ลำดับที่ ๕ : โครงการนำร่องกองทุนไม้ผลไม้ยืนต้นเพื่อพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ระยะที่ ๔
     ๙) กระบวนการมีส่วนร่วมในรูปเครือข่ายจากภาคีการพัฒนาทุกระดับทั้งประชาชน องค์กรชุมชนและองค์กรบริหารส่วนตำบล ในการคิด การจัดเตรียมความพร้อม และการบริหารจัดการโครงการ เป็นความต้องการท้องถิ่นที่สำคัญลำดับแรก ๆ และเป็นความเห็นจากส่วนกลางที่จะต้องดำเนินการตั้งแต่การริเริ่มดำเนินโครงการในแผนแม่บทฯ จนถึงขั้นดำเนินการและติดตามประเมินผลโครงการนั้น ๆ
 มติที่ประชุมวุฒิสภา  เห็นชอบกับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพื่อส่งไปคณะรัฐมนตรี
 หน่วยงานที่รับผิดชอบ  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 ผลการติดตามปฏิบัติตามมติ  
 ค้นหารายละเอียดของรายงาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
สำนักกรรมาธิการ ๑
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 
    
 

hacked