นโยบาย มาตรการ การบำบัดฟื้นฟูและติดตามผลการดำเนินงานเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด  
 
 รายงานการศึกษาเรื่อง  นโยบาย มาตรการ การบำบัดฟื้นฟูและติดตามผลการดำเนินงานเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด
 ชื่อคณะกรรมาธิการ  คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษานโยบาย มาตรการ การบำบัดฟื้นฟูและติดตามผลการดำเนินงานเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด วุฒิสภา
 วันที่ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณารายงาน  การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๘ (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๖
 สาระสำคัญของรายงาน ความเป็นมา
     ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญ เป็นวิกฤติที่รุนแรง เป็นภัยคุกคามทั้งด้านความมั่นคง สังคม การศึกษาและเศรษฐกิจ เนื่องจากปัญหายาเสพติดทำให้ประชากรของชายโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเสื่อมโทรมลงทั้งร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ทั้งยังเป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรมและพฤติกรรมที่รุนแรงในสังคม ก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากมาย อาทิ ความล่มสลายของระบบครอบครัวความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมและวัฒนธรรมที่เน้นวัตถุนิยม นอกจากนี้ ปัญหายาเสพติดยังทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งในส่วนของผู้เสพเองและในส่วนของภาครัฐที่ต้องทุ่มงบประมาณในการแก้ไขปัญหา
     การแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลต่าง ๆ ที่ผ่านมา ต่างก็ประกาศให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง และได้ใช้ทรัพยากรและงบประมาณเป็นจำนวนมาก เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติด แต่จากผลการดำเนินงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาไม่สามารถทุเลาเบาบางปัญหาลงได้เลย ตรงกันข้าม ปัญหากลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในปี ๒๕๔๖ รัฐบาลได้ปรับกลวิธีการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกำหนดให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งแต่เดิมให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นศูนย์กลาง และให้ยึดพื้นที่เป็นหลักโดยให้กระทรวง ทบวง กรม เป็นหน่วยงานหลัก สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของการศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้
ประเด็นในการศึกษา
     ๑. ศึกษานโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง และมาตรการของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหายาเสพติดว่าเป็นอย่างไร สอดคล้องกับสภาพปัญหาและทิศทางการพัฒนาประเทศหรือไม่ และมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้แท้จริงอย่างยั่งยืนหรือไม่ อย่างไร
     ๒. ศึกษาการนำนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง และมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ โดยกลไกราชการว่ามีวิธีการอย่างไร มีระบบการติดตามและประเมินผลอย่างไร และการดำเนินงานประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวระดับใด
     ๓. ศึกษาและวิเคราะห์ให้ทราบถึงปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัด และข้อขัดข้องต่าง ๆ ของการปฏิบัติในทุกด้าน เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์
สรุปสาระสำคัญ
๑. สรุปนโยบาย ยุทธศาสตร์และแนวทางของรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด
     นโยบาย
     พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาและเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ โดยได้แถลงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดไว้ ดังนี้
     ๑) นโยบายเร่งด่วน : (๘) เร่งรัดตั้งสถานบำบัดผู้ติดยาเสพติด ควบคู่ไปกับการปราบปรามและป้องกัน
     ๒) นโยบายเสริมสร้างสังคมเข้มแข็ง : ๑๐.๓ ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รัฐบาลจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภายใต้นโยบายระยะเร่งด่วน โดยหลักการ ป้องกันนำหน้าการปราบปรามผู้เสพต้องได้รับการรักษา ผู้ค้าต้องได้รับการลงโทษเด็ดขาด ดังนี้
          (๑) เข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างกระบวนการพิเศษเพื่อควบคุมและปราบปรามผู้ค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาดรวดเร็วและเป็นธรรม พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษสูงสุดกับข้าราชการการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้รางวัลและการคุ้มครองเป็นพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติด
          (๒) ควบคุมการนำเข้าสารเคมี ที่อาจนำไปสู่การผลิตยาเสพติดอย่างเข้มงวดและเสริมสร้างกลไกของภาครัฐและมาตรการทางกฎหมาย ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในการผลิตยาเสพติด
          (๓) สร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและนานาประเทศเพื่อควบคุมและกำจัดแหล่งผลิต และเครือข่ายการจำหน่ายยาเสพติดข้ามชาติ
          (๔) แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ต่อการเข้ารับการบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เสพยาเสพติด โดยให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถเข้ารับการบำบัดและฟื้นฟูสภาได้ทันที โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะจัดให้มีระบบการบริการบำบัดและฟื้นฟู การฝึกอบรมด้านอาชีพ และการปรับสภาพแวดล้อมให้แก่ผู้เสพยาเสพติดอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้เสพสามารถกลับเข้ามาสู่สังคมได้อย่างปกติสุข
     ๓) นโยบายความมั่นคงแห่ง : (๔) สนับสนุนกองทัพบกในการให้ความร่วมมือกับส่วนราชการ องค์กร และประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด
     ๔) นโยบายพัฒนาภูมิภาคและ กทม. : (๓) เร่งรัดและสนับสนุนการสร้างงานสร้างรายได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนใน กทม. ด้วยการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการจัดหาที่อยู่อาศัยและสร้างแหล่งงาน การจัดการศึกษา การสาธารณสุข การฟื้นฟูและรักษรสิ่งแวดล้อม การป้องกันและบรรเทาอาชญากรรม และสาธารณภัย รวมทั้งการป้องกันปราบปรามยาเสพติด
     ยุทธศาสตร์ และแนวทาง
     หลังจากแถลงนโยบายแล้ว รัฐบาลได้จัดให้มีการประชุมปฏิบัติการ (WORK SHOP) เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางในการเอาชนะยาเสพติด ณ จังหวัดเชียงราย ระหว่างที่ ๑๐ – ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๔ ซึ่งผลจากการประชุมดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานเพื่อเอาชนะยาเสพติด คือ ยุทธศาสตร์พลังแผ่นดิน ได้แก่การปลุกจิตสำนึกของประชาชนทุกคนให้รวมกันเป็นพลังของแผ่นดินลุกขึ้นมาต่อสู้และเอาชนะปัญหายาเสพติดร่วมกันในทุกแนวทางและทุกมาตรการ ซึ่งต่อมารัฐบาลได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๑๙/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๔ กำหนดแนวทางในการใช้พลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติดไว้ ๙ แนวทาง คือ
     ๑) การปลุกพลังแผ่นดินและการป้องกัน
     ๒) การควบคุมตัวยาและสารเคมี
     ๓) การปราบปราม
     ๔) การบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ
     ๕) การข่าว
     ๖) การอำนวยการและการประสานงาน
     ๗) การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
     ๘) ความร่วมมือระหว่างประเทศ และ
     ๙) การวิจัย พัฒนา และติดตามประเมินผล
     ต่อมาได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๒๒๘/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๔ กำหนดแผนปฏิบัติการเพื่อเอาชนะยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๔ – ๒๕๔๕ ซึ่งประกอบไปด้วยแผนงานย่อย ๗ แผนงาน ครอบคลุมแนวทางทั้ง ๙ ด้าน
๒. การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
     ๒.๑  การป้องกัน
     ถึงแม้ว่านโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดจะกล่าวไว้เพียงว่า “การป้องกันนำหน้าการปราบปราม...” โดยไม่มีการกล่าวถึงแนวทางการป้องกันไว้เลย แต่จากการประชุมเชิงปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหายาเสพติดครั้งแรกที่จังหวัดเชียงราย และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๑๙/๒๕๔๔ ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการป้องกันยาเสพติดไว้ได้อย่างชัดเจนและน่าจะสามารถควบคุมและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืนหากสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง นั่นก็คือยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินที่มองว่าการจะแก้ปัญหายาเสพติดให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น “ทุกองค์คาพยพในสังคมต้องผนึกกำลังร่วมกันให้เป็นพลังแผ่นดิน โดยจะต้องยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงาน เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสนับสนุนให้ทุกฝ่ายเข้ามามีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหา และให้ความสำคัญแก่การป้องกันโดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กและเยาวชนเพื่อลดอุปสงค์ด้านยาเสพติด...”
     ๒.๒  การปราบปราม
     ในส่วนของงานด้านการปราบปรามนั้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดว่า “การป้องกันนำหน้าการปราบปราม...” แต่ทั้งนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทางและมาตรการที่ออกมาล้วนแต่เป็นเรื่องของการปราบปรามและสนับสนุนการปราบปรามทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแนวทางการปราบปรามในภาพรวม การสกัดกั้นตามแนวชายแดน การควบคุมเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้น การข่าว ความร่วมมือระหว่างประเทศ การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จึงเห็นได้ว่ารัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญกับงานปราบปรามและจริงจังกับการปราบปรามยาเสพติดมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา
     อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายและแนวทางต่าง ๆ มากมาย แต่สภาพปัญหาด้านอุปทานหรือ Supply ก็ไม่ได้ดีขึ้นในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา การดำเนินการด้านการปราบปรามที่ผ่านมาไม่มีผลกระทบต่อการผลิตและการค้ายาเสพติด กล่าวคือ ไม่ได้ทำให้ยาเสพติดหายากขึ้นหรือมีราคาแพงขึ้น การจับกุมส่วนใหญ่ก็เป็นการจับกุมในข้อหาครอบครอง คือ ประมาณ ๕๑ – ๕๙ % แต่สามารถจับกุมผู้จำหน่ายหรือข้อหาจำหน่ายจับได้เพียงปีละประมาณ ๑๔ – ๑๖ %  เท่านั้น และการจับกุมข้อหาจำหน่ายส่วนใหญ่จะได้จากการล่อซื้อซึ่งไม่ได้ตัวการสำคัญหรือตัวการใหญ่ เพราะจะเป็นเพียงคนขนหรือคนส่งของหรือพ่อค้าระดับกลาง ๆ เท่านั้น ซึ่งไม่สามารถดำเนินการไปถึงตัวการใหญ่หรือนายทุนได้ เมื่อไม่สามารถดำเนินการกับนายทุนได้ supply จึงไม่ลด
๓. ความร่วมมือระหว่างประเทศ
     ความร่วมมือระหว่างประเทศถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งประการหนึ่งในการควบคุมและแก้ปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแหล่งผลิตยาเสพติดอยู่นอกประเทศเราและแหล่งที่มาของเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้นก็มาจากประเทศอื่นด้วย ดังนั้น การที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะดำเนินการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศของภูมิภาคและประชาคมโลกโดยรวมนั้น ถือว่ารัฐบาลได้มองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อยู่ นอกจากนั้น ในทางปฏิบัติรัฐบาลก็ได้แสดงให้เห็นถึงความพยามที่จะแสวงหาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นต้นตอของการผลิต โดยใช้ทั้งมาตรการอ่อน มาตรการแข็ง และการให้ความช่วยเหลือในด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งยังได้พยายามหาแนวร่วมจากประเทศอื่น เพื่อช่วยกดดันให้ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งผลิตได้ให้ความสำคัญเร่งด่วนในการดำเนินการกับแหล่งผลิตที่เป็นต้นตอของปัญหาของประเทศ อย่างไรก็ตาม ความพยายามของรัฐบาลในขณะนี้นั้น ยังไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรม กล่าวคือแหล่งผลิตที่อยู่ตามแนวชายแดนก็ยังคงอยู่ มิได้ลดน้อยถอยลงไปแต่อย่างใด กำลังการผลิตก็ยังคงสามารถผลิตได้อย่างเสรีไม่มีจำกัด ยาเสพติดยังคงทะลักเข้าสู่ประเทศจำนวนมาก ราคายาเสพติด ณ สิ้นปี ๒๕๔๕ ยังคงที่ ซึ่งแสดงว่ายาเสพติดไม่ได้ขาดตลาดเลย
๔. การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ การควบคุมตัวยาและสารเคมีและการวิจัยพัฒนา
     รัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญกับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไว้อย่างมาก เห็นได้จากการที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนและการให้ทหารเข้ามาสนับสนุนในเรื่องนี้ ทำให้มีสถานที่สำหรับบำบัดฟื้นฟูเพิ่มขึ้นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผลการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดที่ผ่านมายังไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ กล่าวคือ มีจำนวนน้อยทั้งในกลุ่มสมัครใจ และกลุ่มต้องขัง
     การบำบัดรักษาฟื้นฟูมีหลายรูปแบบและใช้ระยะเวลาในการดำเนินการแตกต่างกัน แม้ว่าผลของการบำบัดรักษาฟื้นฟูจะสามารถทำได้ดี คือ ประมาณ ๗๐ – ๘๐ % แต่เมื่อผู้ที่ได้รับการบำบัดหายดีแล้วและกลับไปสู่ชุมนก็จะกลับไปใช้ยาเสพติดยาอีก ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะยังสามารถซื้อหายาเสพติดได้โดยง่าย ขาดการติดตามและไม่สามารถควบคุมสถานบริการต่าง ๆ อย่างได้ผล รวมตลอดจนครอบครัวและชุมชนขาดความเอาใจใส่ดูแล จำนวนผู้หายแล้วแต่กลับไปเสพและติดอีกมีจำนวนมาก จึงนับได้ว่าเป็นตัวชี้วัดถึงความล้มเหลวของการป้องกันและการปราบปรามยาเสพติด
     ปัจจัยแห่งความล้มเหลวในการป้องกันและบำบัดรักษายาเสพติดที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การขาดการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อแสวงหาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นเหตุให้การศึกษาค้นคว้าวิจัยทั้งในด้านปัจจัยมูลเหตุและผลกระทบของยาเสพติดและสารเสพติดกระทำได้ในขอบเขตที่จัด ทั้งนี้ นอกจากการขาดทิศทางและนโยบายที่ชัดเจน รวมทั้งงบประมาณสนับสนุนในการวิจัยแล้ว ยังอาจเนื่องจากการขาดการมีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยจากภาคเอกชนด้วย
๕. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
     คณะอนุกรรมาธิการติดตามผลการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้ติดตามศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ผ่านสภาและประกาศใช้แล้วจำนวน ๓ ฉบับ คือ
     ๑) พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕
     ๒) พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ และ
     ๓) พ.ร.บ. ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕
     คณะกรรมาธิการวิสามัญเห็นว่า จะต้องมีการติดตามการดำเนินการตาม พ.ร.บ.นี้ ต่อไป เพราะยังมีข้อห่วงใยอีกหลายประการที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการตาม พ.ร.บ. นี้ เช่น การที่กำหนดให้ผู้เสพและครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือผู้เสพและจำหน่าย สามารถเข้าสู่กระบวนการบังคับบำบัดได้นั้น จะเป็นช่องทางให้สามารถหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีของผู้ค้ายาเสพติดหรือไม่ และอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์และเพศจะสูงขึ้นหรือไม่ ปริมาณผู้เสพติดจะสูงขึ้นหรือลดลง และผู้ที่ผ่านการบังคับบำบัดแล้วจะหวนกลับไปเสพไปติดอีกเท่าใด เป็นต้น
๖. การมีส่วนร่วม และการสร้างชุมชนเข้มแข็ง
     การสร้างชุมชนเข้มแข็งถือได้ว่าเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ถูกต้องและเกิดความยั่งยืนได้ จะถือว่าเป็นหัวใจของการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดก็ว่าได้ เพราะหากชุมชนมีความเข้มแข็งแล้ว ปัญหาต่าง ๆ มิใช่แต่เพียงปัญหายาเสพติดจะได้รับการแก้ไขไปด้วย
ข้อเสนอแนะ
     การแก้ปัญหายาเสพติดจะได้ผล รัฐบาลต้องเร่งรัดดำเนินการ ๕ ประการ คือ
     ๑. ทำอย่างเต็มที่ กล่าวคือ ภาครัฐต้องทำให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยใช้พลังแผ่นดินและสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนนัดตั้งและสนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรพัฒนาเอชน (NGO) ให้ช่วยดำเนินการในการป้องกันและบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดให้มีจังหวัดละ ๑ - ๒ องค์กร และกรุงเทพมหานคร มีเขตละ ๑ องค์กร ก็จะช่วยให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดดำเนินได้อย่างเต็มที่
     ๒. ทำให้เต็มที่ หมายความว่า มาตรการทุกด้านต้องทำพร้อมกันทุกพื้นที่ จังหวัด อำเภอ ตำบล และทุกหมู่บ้าน มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดทฤษฎีลูกโป่ง ซึ่งจะทำให้เกิดการย้ายปัญหาแทนการแก้ปัญหา
     ๓. ทำอย่างต่อเนื่อง หมายความว่า การดำเนินการต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ผ่านมาจะเป็นลักษณะไฟไหม้ฟาง หรือคลื่นกระทบฝั่ง การแก้ไขปัญหาจึงไม่เกิดความยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการสร้างชุมชนเข้มแข็งจะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลที่ยั่งยืนมาตรการแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกมาตรการจะต้องดำเนินการตลอดไป
     ๔. ผู้รับผิดชอบ หมายความว่า มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการดำเนินการต่าง ๆ ที่จะเป็นผู้ประสานและบูรณาการให้การดำเนินงานเป็นไปตามแนวทาง มุ่งสู่เป้าหมายและวัตถุประสงค์ ที่เป็นทิศทางเดียวกันและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง เช่น ในระดับจังหวัด ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับการตำรวจ เป็นต้น
     ๕. มุ่งเน้นพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะต้องรับผิดชอบงานการแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยตนเอง ไม่มอบภารกิจนี้ให้แก่ระดับรอง และหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล ค่ายทหาร ที่อยู่ในพื้นที่ก็ต้องดำเนินงานภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด
 มติที่ประชุมวุฒิสภา  ที่ประชุมได้มีมติให้ผ่านการพิจารณาเรื่องนี้ไป เนื่องจากคณะกรรมาธิการฯ ได้ส่งรายงานดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีทราบแล้ว
 หน่วยงานที่รับผิดชอบ  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
 ผลการติดตามปฏิบัติตามมติ  
 ค้นหารายละเอียดของรายงาน สำนักกรรมาธิการ ๑
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 
    
 

hacked