ปัญหาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด  
 
 รายงานการศึกษาเรื่อง  ปัญหาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
 ชื่อคณะกรรมาธิการ  คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
 วันที่ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณารายงาน  การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๗ (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ
วันจันทร์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๕
 สาระสำคัญของรายงาน

ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด

     ด้วยสถานการณ์ปัญหายาเสพติดของประเทศในปัจจุบันจัดได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤต โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีการผลิตยาเสพติดทั้งภายในประเทศและมีการลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศมากมายหลายชนิด เช่น เฮโรอีน ยาบ้า ยาอี เป็นต้น ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะได้ปราบปรามจับกุมการค้ายาเสพติดอย่างเข้มงวดและจริงจัง แต่ก็ไม่ทำให้การแพร่ระบาดของยาเสพติดลดลงเลยแต่กลับทำให้ผู้ผลิตได้พัฒนายาเสพติดให้ออกฤทธิ์ได้แรงขึ้นและการตรวจพบสารเสพติดในตัวผู้เสพได้ยากขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่จับกุมได้ยากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในการดำเนินการปราบปรามยาเสพติดยังมีเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนไม่น้อยเข้าไปมีผลประโยชน์และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดเสียเอง ทำให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดไม่สัมฤทธิ์ผล
     จากสภาพปัญหาดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่นับจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจากสถิติพบว่าผู้ติดยาเสพติดจำนวนมากจะเป็นผู้ก่อคดีอุกฉกรรจ์ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรข้ามชาติและปัญหาความมั่นคงแห่งชาติอีกด้วย หากปล่อยไว้ให้เนิ่นช้าจะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคมอย่างรุนแรงจนไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะปัญหายาเสพติดมิใช่เรื่องที่จะสามารถควบคุมให้อยู่ในวงจำกัดได้อีกต่อไป แต่กลับจะเป็นปัญหาระดับชาติที่ลุกลามอย่างไม่จบสิ้น ดังนั้น จึงเห็นสมควรที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งหามาตรการในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้บรรลุผลอย่างจริงจัง
     มาตรการในการป้องกันนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนพัฒนาเจตคติของประชาชนทุกคนทุกกลุ่ม ให้ตระหนักถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด และร่วมกันไม่ยุ่งเกี่ยวและต่อต้านยาเสพติด ซึ่งกิจกรรมหลัก ๆ ได้แก่การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ การเผยแพร่เอกสาร การสร้างแกนนำ การบรรยายฝึกอบรมสัมมนาแก่กลุ่มเป้าหมายทั้งในสถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชน รวมทั้งการจัดทำโครงการป้องกันต่าง ๆ เช่น โครงการค่ายแกนนำนักเรียน โครงการโรงเรียนสีขาว โครงการชุมชนปลอดภัยยาเสพติด ฯลฯ เป็นต้น
ด้านนโยบาย
     - นโยบายของรัฐบาลต่าง ๆ ที่ผ่านมา มุ่งเน้นด้านการปราบปราม มากกว่าการป้องกัน โดยมองว่าปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องของอาชญากรรมที่ต้องใช้มาตรการปราบปรามนำ กล่าวคือหากสามารถปราบปรามจับกุมผู้ค้าได้ปัญหาก็จะหมดไป ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะตราบใดที่คนซื้อยังมีอยู่และเพิ่มขึ้น ตราบนั้นย่อมจะมีผู้ขายอยู่เสมอ นอกจากนี้ กลไกด้านการปราบปรามเองก็ยังไม่เอื้ออำนวยทั้งด้านปริมาณและคุณภาพที่จะให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เงิน หรืออุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้
     - นโยบายของรัฐบาลต่าง ๆ ที่ผ่านมามุ่งเน้นให้ราชการเป็นผู้ลงไปดำเนินการเป็นหลัก โดยมีประชาชนเป็นเป้าหมายในการดำเนินการมิใช่เป็นผู้มีส่วนร่วม มีการสั่งการจากระดับบนลงล่าง แต่ละหน่วยงานมีงบประมาณของตนเองในการดำเนินงานและไม่มีการประสานงาน ทำให้ขาดเอกภาพต่างคนต่างทำ เกิดความซ้ำซ้อน และประชาชนไม่เกิดความรู้สึกร่วมในกิจกรรมการแก้ไขปัญหา ไม่เกิดความรับผิดชอบและความผูกพันกับการแก้ไขปัญหา เห็นว่าการแก้ไขปัญหาเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ของตนเองหรือของชุมชนที่จะต้องเข้าไปรับผิดชอบ
     - รัฐบาลที่ผ่านมามองปัญหายาเสพติดเป็นลักษณะแยกส่วน ทั้งด้านการป้องกัน การปราบปรามการบำบัดรักษาและฟื้นฟู โดยแต่ละเรื่องก็มอบให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดำเนินการเองตามงบประมาณที่ได้รับ ไม่มองและพิจารณาปัญหาในแบบองค์รวม ไม่มีการบูรณาการ การแก้ปัญหาจึงไม่ครบวงจรซึ่งทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ
การบริหารจัดการ
     - การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่ผ่านมา เนื่องจากนโยบายมองปัญหาแยกส่วน การดำเนินงานจึงทำแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ ขาดเอกภาพในการดำเนินการ ไม่มีหน่วยงานหลักในการรวมหรือบูรณาการ ไม่มีแผนรวม จึงขาดการเดินไปสู่เป้าหมายและทิศทางเทียวกัน ต่างคนจึงต่างทำตามอำนาจหน้าที่และงบประมาณที่ตนมี โดยไม่มีการประสานงานระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้ยังขาดดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน ขาดการติดตามประเมินผล และขาดรูปแบบแนวทางในการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ที่ชัดเจน เช่น การจะสร้างชุมชนเข้มแข็งจะต้องทำอย่างไร เป็นต้น
     - การแก้ไขปัญหายาเสพติด ไม่มุ่งไปสู่พื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมายที่เป็นปัญหาโดยแท้จริง โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน การดำเนินการมักเป็นลักษณะเน้นเฉพาะกิจกรรม กล่าวคือเน้นว่าจะทำอะไร โดยมิได้คำนึงว่าควรจะต้องไปทำที่ไหนหรือทำกับใคร มาตรการต่าง ๆ จึงลงไปสู่พื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน เช่นป้องกันไปทำในชุมชนหนึ่งในขณะที่ปราบปรามไปทำในอีกชุมชนหนึ่งและบำบัดรักษา ไปเน้นในอีกชุมชนหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาและรักษาพื้นที่ใดได้เลย ปัญหาจึงลามไปสู่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ
     - การแก้ไขปัญหายาเสพติดขาดพลังในการบริหารจัดการ เพราะขาดการผนึกกำลังของทุกฝ่ายเข้าร่วมดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรประชาชน และประชาชน
     - การสนับสนุนการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของภาครัฐเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง และบางครั้งไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของพื้นที่ที่มีความหลากหลาย การสนับสนุนก็ไม่ได้มาจากความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง เพราะขาดการประสานระหว่างภาครัฐกับประชาชน
     - การบังคับใช้กฎหมายยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งผู้นำชุมชนในบางพื้นที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ายาเสพติด
     - นโยบายบางเรื่องยังไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ เช่น การกำหนดนโยบายว่าผู้เสพคือผู้ป่วย แต่ พ.ร.บ.ฟื้นฟูฯ ก็ยังไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยังมีผลการจับกุมผู้เสพอยู่
องค์กรปฏิบัติ
     องค์กรในการนำนโยบายและแผนของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ คือ ศูนย์ป้องกันปราบปรามยาเสพติดจังหวัดและศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาในการดำเนินงานหลายประการ เช่น ขาดบุคลากรและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำศูนย์ ขาดระบบข้อมูลชุมชน/หมู่บ้านที่ชัดเจนที่จะสามารถนำมาใช้ในการวางแผนปฏิบัติการ ขาดเอกภาพในการบริหารจัดการเพราะงบประมาณยังเป็นของหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนระบบการให้ความดีความชอบและการปกครองบังคับบัญชายังเป็นไปตามสายงานปกติของแต่ละหน่วยงาน
     สำหรับโรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการดำเนินงานด้านการป้องกันให้แก่เด็กและเยาวชน ก็มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานหลายประการ เช่น
        - วิสัยทัศน์ในเชิงการป้องกันของโรงเรียน สถาบันการศึกษา ยังมีน้อยเพราะผู้บริหารโรงเรียนมักมีความเห็นว่ายังไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในโรงเรียนของตน
        - ความตระหนักและการยอมรับสภาพปัญหารวมทั้งความเข้าใจที่ถูกต้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของผู้บริหาร ครู อาจารย์ ยังมีน้อย มีโรงเรียนจำนวนมากที่ยังไม่ยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในโรงเรียน หรือมีการปกปิดกลบเกลื่อนปัญหาเพื่อรักษาชื่อเสียง นอกจากนี้ยังมักใช้มาตรการไล่นักเรียนที่มีปัญหายาเสพติดออกจากสถานศึกษาซึ่งเป็นการผลักและเพิ่มปัญหาให้แก่สังคมโดยรวม
        - ข้อมูลยาเสพติดในโรงเรียนและสถานศึกษาไม่มีความชัดเจนและไม่มีการจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดหรือวางแผนการดำเนินการได้อย่างเหมาะสม
        - โรงเรียนขาดการประสานงานและความไว้วางใจระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกับฝ่ายปราบปราม ครู อาจารย์ ที่ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดจึงมักถูกข่มขู่คุกคาม จากกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ทำให้สถานศึกษาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จครบวงจรและยั่งยืน
        - ขาดความร่วมมือจากผู้ปกครอง
        - การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ยังไม่สามารถดำเนินการให้ครอบคลุมผู้บริหาร ครู อาจารย์ ทุกคนได้
        - การเข้าร่วมกิจกรรมแก้ไขปัญหายาเสพติดของนิสิต นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยยังมีน้อย เนื่องจากกิจกรรม โครงการต่าง ๆ มักเป็นเรื่องที่ผู้บริหารสถาบันการศึกษาเป็นผู้คิดแล้วเพียงให้นิสิตนักศึกษาในสถาบันเข้าร่วม นอกจากนี้งบประมาณในการดำเนินงานด้านรณรงค์ป้องกันยาเสพติดของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังได้รับการสนับสนุนน้อย
แนวทางในการแก้ไขปัญหา
     ปัญหายาเสพติดนั้น ไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้นไปโดยสิ้นเชิงแต่สามารถควบคุมโดยกลไกและกระบวนการทางสังคม ที่เข้ามามีส่วนร่วมและรับผิดชอบการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุกระดับ โดยเฉพาะกลไกระดับครอบครัวและชุมชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของปัญหา
     การแก้ไขปัญหาในระยะยาว เป็นการปรับปรุงแก้ไขด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ รวมถึงการปรับบทบาท หน้าที่ องค์กรในภาครัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
     การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น เป็นการแก้ไขปรับปรุงการบริหารและการจัดการ เพื่อให้เกิดผลในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาในสถานศึกษา
     - สถานศึกษาต้องมีระบบข้อมูลที่เอื้ออำนวยให้ผู้บริหาร ครูอาจารย์สามารถใช้วิเคราะห์ให้ทราบถึงปัญหาได้ทุกมิติและทุกระดับ
     - สถานศึกษาต้องจัดให้มีระบบการให้คำปรึกษาแก่นักเรียนในทุกเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพ
     - กระบวนการแก้ไขปัญหาควรมีบุคลากรหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มเพื่อน อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์แนะแนว หรืออาจารย์อื่นที่มีความสามารถที่จะช่วยเหลือนักเรียนได้
     - สถานศึกษาต้องมีระบบการสนับสนุนจากชุมชนที่จะสามารถนำหน่วยงานและส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันแก้ไขปัญหาให้แก่สถานศึกษา
     - การดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา ควรให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานโดยมีครูอาจารย์เป็นผู้คอยให้การสนับสนุนให้คำแนะนำและดูแล
ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาในชุมชน
     - การสร้างความตระหนักและจิตสำนึกของประชาชนในการมีส่วนร่วม
     - การเพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งแก่ชุมชน
     - การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือในหมู่ภาคีต่าง ๆ
     - การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
ในชุมชนอย่างครบวงจร เป็นองค์รวม และเหมาะสมกับแต่ละสภาพพื้นที่
                                        ปัญหาในการปราบปรามยาเสพติด
ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์
     รัฐบาลชุดสุดท้าย (พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๔) ได้ใช้นโยบายและแผนปฏิบัติตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๔๑/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ซึ่งปรากฏว่าการปราบปรามได้ผลน้อย การแพร่ระบาดและจำนวนผู้เสพติดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ผู้ค้า ผู้ผลิตก็เพิ่มมากขึ้น มีการใช้กลวิธีและอิทธิพลของผู้ค้ามากขึ้น อาจจะด้วยสาเหตุระบบราชการไทย ทำให้หน่วยรับผิดชอบถือเป็นงานฝาก (มิใช่งานในหน้าที่ปกติ) ไม่ค่อยร่วมมือปฏิบัติ การบังคับใช้หรือการปฏิบัติตามนโยบายและแผนหย่อนยานรวมถึงหน่วยที่มีอำนาจหน้าที่ในการติดตามประเมินผลก็ไม่ทำหน้าที่ ขาดเอกภาพและการประสานงาน การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดเกือบไม่มีกฎหมายที่ได้รับการปรับปรุงให้เอื้อต่อการปราบปราม มีการใช้ระบบราชการดำเนินการเพียงอย่างเดียว ขาดความร่วมมือจากชุมชนและประชาชน อีกทั้งขาดการร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่มีผลิตภัณฑ์สารตั้งต้นที่นำมาเป็นส่วนสำคัญในการผลิตยาเสพติด
ปัญหาด้านแนวทางปฏิบัติหรือยุทธวิธีการปราบปราม
     เป็นเรื่องที่มิได้ระบุไว้ในนโยบายยุทธศาสตร์การปราบปรามยาเสพติด ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๑๙/๒๕๔๔ และที่ ๑๒๐/๒๕๔๔ แต่เห็นควรเพิ่มเติมให้เกิดสัมฤทธิ์ผลในการปราบปรามยาเสพติด ดังนี้
     ๑. ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอำนาจยาเสพติดให้ปฏิบัติหน้าที่ด้านอำนวยการหรือด้านนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คืองานนโยบายและแผนงาน งานนำแผนไปสู่การปฏิบัติงานสนับสนุนหน่วยปฏิบัติ รวมถึงงบประมาณงานวิชาการและงานวิจัย งานติดตามและประเมินผล ส่วนงานด้านอื่น ๆ เช่น งานปราบปราม งานสืบสวน สอบสวน การตรวจพิสูจน์ ยาเสพติด มีหน่วยงานอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ควรให้ซ้ำซ้อน
     ๒. ข้อมูลและการข่าวในการปราบปราม ควรมีศูนย์รวมแห่งเดียวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อสามารถให้ผู้ที่มีอำนาจเกี่ยวข้องไม่ปกปิดข้อมูลไว้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งประเทศ โดยจัดระบบการรวบรวมข้อมูลการเชื่อมโยงเครือข่ายกระบวนการ การใช้และการเข้าถึงข้อมูลฯ ส่วนข้อมูลอื่น ๆ คงให้ ป.ป.ส.ดำเนินการ
     ๓. ประสิทธิภาพในการปราบปราม ต้องได้รับการสนับสนุนและปรับปรุงแก้ไข เช่น แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการปราบปราม สนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ สุนัข พาหนะ ที่ช่วยในการตรวจค้น เก็บภาพ หรือฟังเสียง รวมทั้ง ขวัญกำลังใจของผู้ที่มีหน้าที่ปราบปรามซึ่งต้องเสี่ยงภัยสูง เสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนกล่าวหาในทางมิชอบจากขบวนการค้ายาเสพติด เสี่ยงต่อการถูกข่มขู่จนถึงตามฆ่า รวมถึงครอบครัว ดังนี้ ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ชัดเจนแน่นอน งบประมาณในการล่อทิ้ง ล่อซื้อ และงบประมาณ ในการปราบปรามจะต้องจัดให้พอเพียงและมอบให้แก่พื้นที่โดยตรง กำหนดมาตรการกฎหมาย ระเบียบคุ้มครองประชาชนที่แจ้งข่าวหรือพยาน รวมทั้งการให้รางวัล สินบนในการให้ข่าวหรือนำจับ
     ๔. นโยบายอาชญากรรมในการปราบปรามจะต้องจัดให้มีขึ้น เพื่อการประสานและร่วมมือปฏิบัติในทิศทางที่สอดคล้องกันของกระบวนการยุติธรรมทุกพื้นที่ อันได้แก่ ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ สถานฟื้นฟู รวมทั้งฝ่ายปกครองด้วย โดยมุ่งให้การปราบปรามได้ผล ผู้กระทำผิดได้รับโทษประชาชน และสังคมได้รับความยุติธรรม ผู้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือมีการรับสินบนต้องได้รับโทษทัณฑ์
     ๕. กำหนดให้ทุกพื้นที่ดำเนินการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนทุกชุมชนในการรวมพลังแก้ไขปัญหายาเสพติดและปัญหาอื่น ๆ โดยชุมชนรับผิดชอบเป็นเจ้าของเรื่อง เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้สนับสนุนและร่วมดำเนินการตามความต้องการของชุมชน ทั้งนี้ต้องให้เป็นระบบครบวงจรและยั่งยืนเพื่อเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ปัญหาในการบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
     ปัจจุบันประเทศไทย มีสถานบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดทั่วประเทศประมาณ ๖๐๐ กว่าแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน แต่มีสถานบำบัดที่ดำเนินการได้ครบทั้ง ๔ ขั้นตอนคือ ฟื้นฟูและฝึกอาชีพประมาณ ๓๐ แห่ง ซึ่งในปีหนึ่ง ๆ ผู้ที่ติดยาที่มารักษาในสถานบำบัดทั้งหมดประมาณ ๘๐,๐๐๐ คน โดยอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน เมื่อประมาณแล้วอาจจะไม่ถึง ๑๐% ของกลุ่ม เป้าหมายซึ่งผู้เสพทั่วประเทศจะมีประมาณ ๒ ล้านคน การพิจารณาแบ่งกลุ่มเพื่อจะให้การบำบัดครอบคลุม คือผู้เสพที่เป็นกลุ่มใหญ่คงจะต้องใช้วิธีบำบัดโดยการใช้วิธีทำค่ายที่โรงเรียนหรือชุมชนหรือสถานที่ต่าง ๆ ส่วนผู้ที่ติดยาเสพติดก็จะนำมาเข้าสถานบำบัด ซึ่งสถานบำบัดนั้นยังไม่สามารถจะให้การฟื้นฟูในระยะยาวได้
     ผู้ที่ผ่านการบำบัดรักษาจนหายแล้ว และเมื่อกลับคืนสู่ชุมชนที่ยังมีปัญหาอยู่ ส่วนใหญ่แล้วจะกลับไปติดยาเสพติดอีกปัญหาจึงอยู่ที่ว่ามีวิธีรักษาที่จะหายขาดจริง ๆ หรือไม่ เพราะถ้าหากว่าการที่การจะหายขาดได้จะต้องมีระบบ after care ที่ดีแล้ว รัฐก็จะต้องพิจารณาจัดให้มีระบบ after care ในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมด้วย มิฉะนั้นการบำบัดทุกครั้งก็จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ การบำบัดรักษาโดยให้ใช้ค่ายทหารเป็นสถานบำบัด ผลการดำเนินงานก็จะได้เฉพาะปริมาณเท่านั้นและไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยเฉพาะจำนวนและความรุนแรงของด้านอุปสงค์ เช่น จำนวนผู้ติดยาเสพติด จำนวนผู้ที่ใช้ยาเสพติด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณากำหนดเป้าหมาย แผนงาน โครงการ และงบประมาณ สถานพยาบาลยาเสพติดจำนวนมาก ยังขาดการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการบำบัดรักษาให้ทันและสอดคล้องกับสถานการณ์ผู้เสพยาที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งขาดการประเมินติดตามประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อเสนอแนะการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
     ๑. ควรแยกผู้เสพกับผู้ติดยาเสพติด เพื่อป้องกันช่องว่างในการหาประโยชน์เรื่องสำคัญที่ควรนำมาประมวล คือ ผู้ใช้ ผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด มีความแตกต่างกันมาก
     ๒. ควรมีมาตรการในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
     ๓. ควรพิจารณาการรักษาโรคจากการประกอบอาชีพจากการใช้ยา
     ๔. นโยบายรัฐบาลในการดูแลเรื่องยาเสพติดกรณีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดสามารถดำเนินการฟื้นฟูแก่ผู้ติดยาฯ ได้ปีละ ๔๐๐ คน ถ้าพิจารณากับอัตราการเพิ่มของผู้ติดยาฯ ในแต่ละปีอาจจะไม่เพียงพอกับการรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มด้วย
     ๕. การขยายการมีส่วนร่วมให้แพร่ขยายออกไป โดยการนำชุมชนให้เข้ามามีบทบาท แต่ต้องมีเกณฑ์ในการที่จะกำหนดเงื่อนไข เพราะจะมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
     ปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
     กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่สำคัญ จำนวน ๑๕ ฉบับ ได้แก่
     ๑. พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
     ๒. พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘
     ๓. พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓
     ๔. พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๙๕
     ๕. พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕
     ๖. พระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. ๒๕๒๔
     ๗. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙
     ๘. พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
     ๙. พระราชบัญญัติให้อำนาจทหารเรือปราบปรามผู้กระทำความผิดบางอย่างทางทะเล พ.ศ. ๒๔๙๐
   ๑๐. พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
   ๑๑. พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. ๒๕๓๓
   ๑๒. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
   ๑๓. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒
   ๑๔. พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
   ๑๕. พระราชบัญญัติด้วยราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙
     กฎหมายทั้ง ๑๕ ฉบับนี้ เห็นควรให้มีการปรับปรุง หรือแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน ๘ ฉบับ คือ
     ๑. พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
     ๒. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙
     ๓. พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓
     ๔. พระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. ๒๕๒๔
     ๕. พระราชบัญญัติให้อำนาจทหารเรือปราบปรามผู้กระทำความผิดบางอย่างทางทะเล พ.ศ. ๒๕๙๐
     ๖. พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
     ๗. พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘
     ๘. พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ
     ๑) ปัญหายาเสพติดมีปัจจัยอื่นในทางสังคมหรือมีปัญหาทางสังคมอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยง บางครั้งปัญหาอื่นก่อให้เกิดปัญหายาเสพติด เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่วยุ ฯลฯ ในขณะเดียวกันปัญหายาเสพติดเองก็เป็นบ่อเกิดของปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรม โดยเฉพาะต่อชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาโรคติดต่อ ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่จะประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริงและยั่งยืนนั้น จะพิจารณาแก้ไขเฉพาะปัญหายาเสพติดอย่างเดียวไม่ได้
     ๒) การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ โดยเฉพาะภาครัฐต้องทำร่วมกันอย่างแท้จริง ต่างหน่วยงานยังคงต่างคนต่างทำ เป็นการเข้าร่วมมือกับประชาชนที่ต่างกรรมต่างวาระกัน ปัญหาจึงอยู่ที่หน่วยงานระหว่างรัฐเองที่ยังไม่สามารถร่วมมือกันได้อย่างแท้จริง
     ๓) ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ประสบผลสำเร็จ นั่นก็คือความไม่ใส่ใจอย่างจริงจังของหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับนโยบายอย่างรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้บัญชาการ และผู้ว่าราชการจังหวัด บุคคลเหล่านี้ เป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสำเร็จของการดำเนินการ
     ๔) การแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยมุ่งไปสู่การสร้างชุมชนให้เข้มแข็งนั้นน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่จะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับมาตรการนี้อย่างจริงจังในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังพล งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ วิชาความรู้ และการติดตามประเมินผล
     ๕) ปัญหาความสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ ก็คือการขาดการติดตามและประเมินผล ทำให้การดำเนินการที่ผ่านมามักจะเน้นไปที่ปริมาณแทนที่จะเน้นที่คุณภาพ และผลลัพธ์ เช่น การฝึกอบรมต่าง ๆ และการบำบัดรักษา ล้วนแต่ขาดการติดตามหลังการดำเนินการ ทำให้การดำเนินการดังกล่าวไม่สัมฤทธิ์ผล ควรจัดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการบำบัดรักษาและฟื้นฟู ควรใช้อาสาสมัคร อสม. เป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบติดตามผู้ผ่านการบำบัดรักษาและกลับเข้าสู่ชุมชนแล้ว เพื่อช่วยเหลือและป้องกันร่วมกับชุมชนไม่ให้เขาเหล่านั้นกลับไปใช้ยาเสพติดอีก
     ๖) ปัญหาด้านงบประมาณมีอยู่หลายประการที่รัฐจะต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เช่น การจัดสรรงบประมาณที่ผ่านมาทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานลักษณะต่างคนต่างทำ งบประมาณซ้ำซ้อน การทำงานก็ซ้ำซ้อน ขาดเอกภาพ ขาดสมดุล งบประมาณลงไปสู่หน่วยปฏิบัติไม่พร้อมกันหน่วยปฏิบัติในพื้นที่จึงไม่สามารถร่วมมือทำงานพร้อมกันได้
      ๗) การดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดจะต้องมุ่งดำเนินการลงไปที่หมู่บ้าน / ชุมชน ค่อย ๆ สร้างหมู่บ้าน / ชุมชน ให้เข้มแข็งและรักษาสถานภาพไว้ให้ได้ จากจุดขาวเล็ก ๆ หลาย ๆ จุด ที่ยั่งยืนก็จะขยายตัวทำให้เกิดจุดขาวใหญ่ขึ้นได้
     ๘) ขบวนการในการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดนั้น ควรต้องมีการอบรมบิดามารดาหรือผู้ปกครองด้วย เพื่อแนะนำและสร้างความเข้าใจในการป้องกันมิให้บุตรหลานกลับไปเสพยาเสพติดอีก
     ๙) รัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรเอกชน เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบติดตามและให้การสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐและชุมชน
     ๑๐) รัฐควรต้องทำการศึกษาวิจัย และกำหนดยุทธศาสตร์ในการที่จะทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้ายาเสพติด ไม่สามารถหากำไรจากการผลิตและการค้ายาเสพติดต่อไปได้ เช่น ศึกษาวิจัยมาตรการที่จะทำให้ราคายาเสพติดที่แพร่ระบาดอยู่ลดลงจนไม่คุ้มกับการผลิตและการเสี่ยง ศึกษาวิจัยถึงตัวยาหรือพืชสมุนไพรทดแทน เช่น พืชกระท่อม เป็นต้น
     ๑๑) การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา รัฐจะต้องสนับสนุนงบประมาณให้แก่สถานศึกษา และให้นักเรียนนักศึกษาเป็นแกนหลักในการจัดกิจกรรม ให้เขาได้ร่วมคิดร่วมทำตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการดูแลกันเองระหว่างกลุ่มเพื่อน
     ๑๒) ในด้านการปราบปราม ควรกำหนดให้มีตำรวจปราบปรามยาเสพติดประจำสถานีตำรวจทุกแห่งอย่างชัดเจน โดยศึกษาและกำหนดอัตรากำลังให้เหมาะสม และแต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหลายฝ่ายเพื่อคอยตรวจสอบพฤติการณ์ ตลอดจนปกป้องและเสริมสร้างขวัญกำลังใจกับตำรวจเหล่านั้น ทั้งนี้ ต้องแก้ปัญหากรณีหัวหน้าสถานีที่ไม่เห็นความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วย
     ๑๓) ผู้บังคับบัญชาต้องส่งเสริมและสนับสนุนตำรวจชุมชนสัมพันธ์ให้เข้าดำเนินการด้านการป้องกันและการหาข่าวเพื่อสนับสนุนการปราบปราม
     ๑๔) รัฐจะต้องสนับสนุนงบประมาณสำหรับปฏิบัติการที่ไม่สามารถเบิกจากตามระเบียบปกติให้แก่ฝ่ายปราบปราม เช่น เงินซื้อทิ้ง เงินในการสะกดรอยติดตาม และเงินค่าสายค่าข่าว
     ๑๕) รัฐบาลควรพิจารณากำหนดบทบาทและภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ให้ถูกต้องและชัดเจน เช่น หน่วยงานที่มีหน้าที่เป็นฝ่ายอำนวยการต้องมีหน้าที่ในการให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายปฏิบัติเท่านั้น หากฝ่ายอำนวยการลงไปเป็นผู้ปฏิบัติเสียเองย่อมทำให้งานอำนวยการที่รับผิดชอบอยู่ขาดประสิทธิภาพ งานด้านปฏิบัติการก็ทำได้ไม่ดีเพราะโครงสร้างของหน่วยไม่ได้กำหนดมาเป็นหน่วยกำลัง นอกจากนี้หน่วยปฏิบัติก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่เพราะฝ่ายอำนวยการเองก็จะกันทั้งงบประมาณและอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ไว้สำหรับภารกิจภาคปฏิบัติของตน ข้อมูลข่าวสารที่ฝ่ายอำนวยการควรจะได้จากฝ่ายปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์และเสนอแนะผู้บริหารในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ก็จะไม่ได้รับ เพราะฝ่ายปฏิบัติหลักก็จะไม่ไว้ใจว่าฝ่ายอำนวยการว่าจะเอาข้อมูลที่ได้ไปนั้นไปดำเนินการด้านการปฏิบัติการเสียเองหรือไม่ ในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาเอง หน่วยงานด้านนโยบายและอำนวยการได้แก่ สำนักนโยบายควบคุมยาเสพติดแห่งชาติ หรือ ONDCP (Office of National Drug Control Policy) ก็รับผิดชอบเฉพาะงานระดับนโยบาย โดยมีหน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ DEA (Drug Enforcement Administration) เป็นหน่วยปฏิบัติหลัก
 มติที่ประชุมวุฒิสภา  รับทราบรายงาน
 หน่วยงานที่รับผิดชอบ  กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงสาธารณสุข
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
 ผลการติดตามปฏิบัติตามมติ  
 ค้นหารายละเอียดของรายงาน คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
สำนักกรรมาธิการ ๑
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 
    
 

hacked