เรื่อง ขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและสอบสวนการปฏิบัติราชการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน   
 
 ญัตติ เรื่อง ขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและสอบสวนการปฏิบัติราชการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน 
 ประเภทญัตติ ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและสอบสวนการปฏิบัติราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน 
 วันที่มีการเสนอญัตติ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๔ 
 ผู้เสนอ พันเอกสมคิด ศรีสังคม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุดรธานี
นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน 
 ผู้รับรองญัตติ จำนวน ๒๐ คน 
 สาระสำคัญ ขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการปฏิบัติราชการปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๔๒ ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน 
 วันที่วุฒิสภาพิจารณาญัตติ
การประชุมวุฒิสภาครั้งที่ ๑๕ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันศุกร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๔
 ผลของการพิจารณา - ที่ประชุมได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาศึกษาและสอบสวนการปฏิบัติราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน โดยมีกำหนดระยะเวลาปฏิบัติงานตามภารกิจ ๙๐ วัน นับแต่วันที่วุฒิสภามอบหมาย 
 การพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ โดยวุฒิสภา การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันศุกร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
- ที่ประชุมมีมติอนุญาตให้ผ่านการพิจารณาไป เนื่องจากปัจจุบัน ได้มีการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ตามที่คณะกรรมาธิการร้องขอ
 
 สาระสำคัญของรายงาน สรุปการพิจารณาศึกษาและสอบสวนการปฏิบัติราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
     ๑. ประสิทธิภาพการทำงานของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
     จากรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ ๒๕๔๒ ที่ผ่านมาการตรวจสอบทุจริตตรวจสอบได้เพียงสามสิบล้านบาทเศษ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีประมาณแปดแสนล้านบาท นับว่าตรวจสอบได้น้อยมากทำให้เห็นถึงการปฏิบัติงานที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่สอดคล้องกับการปฏิรูปการเมืองและการพัฒนาประเทศ ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นเพราะการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินล่าช้าทำให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินขาดหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการบริหารงาน และผลงานการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีประสิทธิภาพ และมีจุดอ่อนอยู่หลายประการ เช่น หน่วยรับตรวจที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณแปดหมื่นหน่วย แต่สำนักงานฯ มีบุคลากรเพียงสองพันคนเศษเท่านั้น จำเป็นต้องนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้การอบรมฝึกฝนบุคลากรเพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาการตรวจสอบ เพื่อป้องกันมิให้เงินแผ่นดินรั่วไหลดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
     การปรับปรุงงานบริหารจำเป็นต้องมีการใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจสอบโดยการสร้างเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินกับหน่วยรับการตรวจสอบบางกรณี นอกจากนี้ควรจะมีการจัดตั้งสถานที่ในการให้ข้อมูลแก่ประชาชนตรวจสอบก่อนมีกรณีความไม่ถูกต้องหรือความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นแทนที่จะเป็นการรับคำร้องเรียนของประชาชนหลังจากกรณีความไม่ถูกต้องได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องเป็นผู้ประสานกับประชาชน โดยจัดให้มีสถาบันกลางเป็นผู้ประสานงานชี้แจงเหตุผลหากเกิดการขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรับตรวจกับประชาชน
     สำหรับงบประมาณรายจ่ายของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้ตั้งไว้เป็นเงิน ๑,๐๖๔.๔๙ ล้านบาท เพื่อปรับปรุงขยายงานดังกล่าวข้างต้น ซึ่งควรจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่และไม่ควรทำการปรับลดแต่อย่างใด โดยเฉพาะงบก่อสร้างอาคารสถาบันฝึกอบรมสำหรับฝึกอบรมสัมมนาแก่ข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของหน่วยรับตรวจต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักและมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง
     ๒. การเสนอชื่อบุคคลเพื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
     คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นคณะหนึ่งเพื่อสรรหาบุคคลที่เหมาะสมแก่การดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อพิจารณาเสนอต่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๕ (๖) และมาตรา ๓๐ และในที่สุดคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้คัดเลือกบุคคล ๓ คน เสนอต่อวุฒิสภา คือ
          ๑. นายนนทพล นิ่มสมบุญ
          ๒. นางจารุวรรณ  เมณฑกา
          ๓. นายประธาน  ดาบเพชร
     ภายหลังที่วุฒิสภาได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบประวัติบุคคลทั้ง ๓ แล้วในการประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ได้ทำการพิจารณาเลือกและให้ความเห็นชอบ นางจารุวรรณ เมณฑกา ในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อประธานวุฒิสภาได้นำความขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนางจารุวรรณ เมณฑกา เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๔
     อนึ่ง กรณีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทำการคัดเลือกผู้สมควรเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ๓ คน ตามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งได้มีมติให้เลื่อนเรื่องนี้มาหลายครั้ง ทำให้การแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินล่าช้าตลอดมาและน่าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นอันมาก
     สาเหตุสำคัญของความล่าช้าดังกล่าวเชื่อมโยงเกี่ยวกับนายนนทพล นิ่มสมบุญ คนเดียว ซึ่งเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเพื่อดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ถูกสอบสวนความผิดทางวินัยและผิดกฎหมาย รวมทั้งถูกพักราชการ และการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ
     อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีมติให้มีการเลือกผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินครั้งสุดท้าย เพื่อเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อให้ความเห็นชอบนั้น ปรากฏว่านายประธาน ดาบเพชร ได้ ๕ คะแนน นางจารุวรรณ เมณฑกา ได้ ๓ คะแนน นายนนทพล นิ่มสมบุญ ไม่ได้รับคะแนน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ได้เสนอชื่อนายนนทพล นิ่มสมบุญ ต่อวุฒิสภาด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมาข้างต้น
     ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
     การแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตามความในมาตรา ๓๐ บัญญัติว่า “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีหน้าที่สรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติตามความในมาตรา ๒๘ เพื่อเสนอประธานวุฒิสภา” วรรคสองบัญญัติว่า “เมื่อคณะกรรมการได้สรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วต้องได้รับความยินยอมของบุคคลนั้นก่อนเสนอรายชื่อไปยังวุฒิสภา” ส่วนวรรคสาม บัญญัติว่า “การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด” และในมาตรา ๓๑ บัญญัติว่า “เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับรายชื่อบุคคลตามมาตรา ๓๐ แล้วให้เสนอวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ” ดังนั้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อ เช่น ส่งมา ๒ คน หรือ ๓ คน วุฒสภาก็มาเลือกว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสามารถส่งกลับคืนได้เพราะความในมาตรา ๓๐ วรรคท้ายบัญญัติว่า “เมื่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้วก็ให้ประธานวุฒิสภากราบบังคมทูลแต่งตั้ง ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบก็ส่งคืน” และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๙๖ ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาตรวจสอบประวัติ ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าบุคคลนำเสนอมาไม่เหมาะสม หรือกระบวนการขาดความเป็นธรรมก็สามารถส่งคืนดังความในมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ให้อำนาจกับวุฒิสภาไว้
     ปัญหาอุปสรรคในการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
     คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ๑๐ คน ไม่ทำการเลือกบุคคลผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้วุฒิสภาเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจึงได้เร่งรัดคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจึงได้ส่งรายชื่อมายังวุฒิสภา ผลทำให้มีการแต่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ มิฉะนั้นก็ไม่สามารถตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ เนื่องจากมีการประวิงเวลาของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทั้ง ๑๐ คน
     ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ
     ๑. การตรวจสอบกรณีการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
     กรณีการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจากการตรวจสอบพบว่านับแต่ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๓ ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทำหน้าที่สรรหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๓ แต่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีมติให้รอการพิจารณาไว้ก่อนเพื่อรอผลการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงของ นายนนทพล นิ่มสมบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้สมัครเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ที่ประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๕ (สมัยสามัญทั่วไป) ได้มีมติตั้งกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่พิจารณาศึกษาและสอบสวนการปฏิบัติราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและได้เชิญประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาชี้แจง และรับว่าจะรีบดำเนินการสรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อของผู้ที่สมควรจะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยมีการประชุมเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เพื่อสรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภาผลจากการสอบสวนของกรรมาธิการฯ ทำให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเกิดความตื่นตัวแยกการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินออกจากเรื่องการสอบสวนทางวิจัยผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ทำให้การเลือกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินปรากฏผลคืบหน้าจนสามารถเสนอวุฒิสภา
     ๒. การตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
     สืบเนื่องจากการศึกษารายงานการปฏิบัติราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ ๒๕๔๒ ที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภามีข้อสังเกตว่าตรวจพบกรณีทุจริตน้อยมากจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในปีงบประมาณ ๒๕๔๒ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมี นายนนทพล  นิ่มสมบุญ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการตรวจเงินแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังมิได้ใช้บังคับ (ก่อน ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒) จึงยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินรับผิดชอบ ความไม่มีประสิทธิภาพจึงอยู่ในความรับผิดชอบของนายนนทพล นิ่มสมบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
     ๓. กรณีประธานวุฒิสภาคนก่อนรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
     เมื่อสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรุ่นแรกได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ แต่ไม่ครบจำนวน ๒๐๐ คน ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้เกิดปัญหาว่า วุฒิสภาในขณะนั้นจะทำการประชุมได้หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว วุฒิสภาไม่อาจทำการประชุมได้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งให้ครบจำนวน ๒๐๐ คน
     สำหรับสมาชิกวุฒิสภาชุดก่อน ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานนั้น ย่อมสิ้นสมาชิกภาพลงภายในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันที่สมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ได้รับเลือกตั้งและสมาชิกวุฒิสภาชุดก่อนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญต่อไปได้
     ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดปัญหาว่า การที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานวุฒิสภาคนก่อน ซึ่งสิ้นสมาชิกภาพแล้ว ได้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานและกรรมการตรวจเงินแผ่นดินภายหลังวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ จะมีผลหรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้พอจะวินิจฉัยได้ว่าเมื่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานวุฒิสภาคนก่อนสิ้นสมาชิกภาพแล้ว ก็ย่อมไม่มีอำนาจรับสนองพระบรมราชโองการใน
ทุกกรณีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่อย่างใด ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๐/๒๕๔๓ เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๓
     ฉะนั้น การที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานและกรรมการตรวจเงินแผ่นดินภายหลังที่ได้สิ้นสภาพสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ย่อมไม่มีผลตามรัฐธรรมนูญและไม่อาจใช้บังคับได้ 
 มติที่ประชุมวุฒิสภา  
 ค้นหารายละเอียดของรายงาน คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและสอบสวนการปฏิบัติราชการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
สำนักกรรมาธิการ ๒
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 
 ผลการปฎิบัติตามญัตติ  
    
 

hacked