๖ . อำนาจหน้าที่อื่น ๆ
อำนาจหน้าที่อื่น ๆ ของวุฒิสภานี้ ส่วนมากจะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในนามของ รัฐสภา ทั้งการที่ต้องกระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาและไม่ต้องประชุมร่วมกัน เช่น
๖.๑ การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
๖.๒ การพิจารณา การรับทราบรายงานประจำปีของหน่วยงาน
๖.๓ ด้านต่างประเทศ
๖.๔ ด้านการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
๖.๑ การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาต้องกระทำร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ทั้งการเสนอและพิจารณาดังนี้
๑) การเข้าชื่อเสนอ
สมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแต่โดยลำพังได้ ต้องเข้าชื่อร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา นอกจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือประชาชน (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน) มีสิทธิเสนอได้ด้วย
๒) การพิจารณา
วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรต้องประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาในฐานะรัฐสภา โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็นสามวาระ แต่ละวาระจะดำเนินการไปตามหลักทั่วไปของการพิจารณาร่างกฎหมายที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เว้นแต่รายละเอียดการลงมติในแต่ละวาระ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นพิเศษ กล่าวคือ
วาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ
การลงมติต้องใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
วาระที่ ๒ ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา
การลงมติการออกเสียงลงคะแนน ให้ถือเอาเสียงข้างมาก ในกรณีที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่ เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย
เมื่อการพิจารณาวาระที่ ๒ เสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้ ๑๕ วัน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว ให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ ๓
วาระที่ ๓ การให้ความเห็นชอบ
การลงมติออกเสียงลงคะแนน ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
๓) การนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
เมื่อการลงมติได้เป็นไปตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว คือเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ก็จะดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อบังคับใช้ต่อไป
๖.๒ การพิจารณา การรับทราบรายงานประจำปีของหน่วยงาน
การพิจารณาเรื่องสำคัญอื่น ๆ ที่วุฒิสภาต้องพิจารณาร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมของรัฐสภา เช่น
๑ ) การปรึกษาร่างกฎหมาย ซึ่งพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทาน คืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้น ๙๐ วัน แล้วมิได้พระราชทานคืนมา
๒ ) การรับฟังการแถลงนโยบายและชี้แจง การดำเนินการตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ของคณะรัฐมนตรีก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน
๓ ) การอภิปรายทั่วไป เพื่อเสนอความคิดเห็น ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคณะรัฐมนตรีขอรับฟังความคิดเห็น
๔ ) การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา
ส่วนภารกิจที่วุฒิสภากระทำได้เองโดยลำพัง(ไม่ต้องกระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา) เช่น การรับทราบผลการปฏิบัติงานประจำปีของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น
๑) รับทราบรายงานประจำปีของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการบริหาร ราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
๒) รับทราบรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินเกี่ยวกับการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท
๓) รับทราบรายงานของคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ (ที่กำหนดไว้สำหรับ หน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจใด) ซึ่งคณะรัฐมนตรีนำไปใช้ในรายการที่แตกต่าง จากที่กำหนดไว้ ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
๔) รับทราบรายงาน ของคณะรัฐมนตรีในกรณีที่มีการโอน หรือนำรายจ่ายตามงบประมาณที่กำหนดไว้ (ในรายการใด) ไปใช้ในรายการอื่นของหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
๕) รับทราบรายงานของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐใดที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
๖) รับทราบรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน เกี่ยวกับผลการตรวจสอบ และผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกต
๗) รับทราบรายงานประจำปีของคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเกี่ยวกับผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติ หน้าที่พร้อมข้อสังเกต
๘) รับทราบรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในกรณีที่บุคคลหรือหน่วยงานไม่ดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๙) รับทราบข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุง กฎหมาย และกฎของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑๐) รับทราบรายงานประจำปีเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนภายในประเทศของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑๑ ) รับทราบข้อมูลและให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับหนังสือ สัญญากับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ และพิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญาดังกล่าว เช่น การสมัครเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินอุตสาหกรรม (Paris Convention for the Protection of Industrial Property) หรือการให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty) เป็นต้น
๖.๓ ด้านต่างประเทศ
ภารกิจด้านต่างประเทศ เป็นอำนาจหน้าที่หนึ่งที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เป็นภารกิจที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าภารกิจอื่นใด
ภารกิจด้านต่างประเทศนี้ วุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งนอกจากเพื่อประโยชน์ของรัฐสภาในการเสริมสร้างศักยภาพทางกฎหมาย และเพื่อความร่วมมือของรัฐสภาเพื่อผลประโยชน์บางอย่างแล้ว ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกรัฐสภาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่ง ภารกิจด้านต่างประเทศมีหลายประการ เช่น การเดินทางไปร่วมประชุม การไปเยือน ไปศึกษาดูงาน การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม การต้อนรับผู้มาเยือน เป็นต้น ซึ่งการปฏิบัติภารกิจด้านต่างประเทศในด้านการประชุมนี้ ส่วนใหญ่สมาชิกสภาฯจะดำเนินการในนาม สมาชิกรัฐสภาไทย โดยผ่านองค์กรรัฐสภาระหว่างประเทศ เช่น
๑) สหภาพรัฐสภา (Inter Parliamentary Union : IPU) ซึ่งเป็นองค์การความร่วมมือระหว่างรัฐสภานานาประเทศ มีประเทศสมาชิกมากว่า ๑๔๐ ประเทศ ซึ่งองค์กรนี้ให้ความใส่ใจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยระหว่างประเทศ โดยได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมแผนสันติภาพและกระบวนการของประชาชน ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสหภาพรัฐสภาหลายครั้ง เช่น ในปี พ.ศ.๒๔๙๙ พ.ศ.๒๕๓๐ และ พ.ศ.๒๕๓๔ รวมทั้งการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ครั้งที่ ๑๐ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้น
๒) สหภาพสมาชิกรัฐสภาเอเชียและแปซิฟิก (Asian Pacific Parliamentarians' Union : APPU) เพื่อให้ได้มาและรักษาไว้ซึ่งอิสรภาพ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติสุข และความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืน ของทวีปเอเชียและแปซิฟิก ด้วยการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและด้านอื่น ๆ องค์กรนี้ มีสมาชิกเกือบ ๓๐ ประเทศ
๓) องค์การรัฐสภาอาเซียน (ASEAN Inter Parliamentary Organization : AIPO) จัดตั้งตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคีของกลุ่มประเทศอาเซียน ให้ใกล้ชิดระหว่างประเทศอาเซียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมมาแล้วถึง ๕ ครั้ง คือ ปี พ.ศ.๒๕๒๒ พ.ศ.๒๕๒๗ พ.ศ.๒๕๓๔ พ.ศ.๒๕๓๙ และ พ.ศ.๒๕๔๔
๔) การประชุมรัฐสภาภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก (Asia Pacific Parliamentary Forum ภาภาคพื้นเอเซียและแปซิฟิก กเปลี่ยนวัฒนธิสุขและความครั้ง เช่น ปี ๒๔๙๙ , ๒๕๓๐ ๒๕๓๔ และ ๒๕๔๓ เป็นต้นสนุนและส่งเสริมแผนส : APPF) เป็นองค์การ การประชุมของสมาชิกรัฐสภาในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้หารือร่วมกัน ในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ของภูมิภาค หลักยุคสงครามเย็น และที่เป็นผลจากการเติบโตและการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งภายในและภายนอกภูมิภาคกับส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพของพลเมืองและสันติภาพ ภายในภูมิภาคด้วย องค์กรนี้มีสมาชิก ๒๕ ประเทศ โดยไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ครั้งที่ ๔ ในวันที่ ๑๕-๑๙ มกราคม ๒๕๓๙ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีการประชุมเพื่อวัตถุประสงค์ในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปัจจุบัน ทุกประเทศต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของเศรษฐกิจ เป็นอันดับแรก เพราะเศรษฐกิจมักจะเป็นมูลเหตุของปัญหาต่างๆ และถึงแม้ว่านโยบายด้านเศรษฐกิจ การค้าจะเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร แต่ก็ต้องอาศัยฝ่ายนิติบัญญัติ คอยกระตุ้นเตือนรวมทั้งผลักดันรัฐบาลให้เร่งดำเนินการ เพื่อประโยชน์ในการเสนอมาตรการ ทางด้านนิติบัญญัติ ให้สอดรับ สนับสนุน กับมาตรการแนวใหม่นอกจากนี้ ยังเพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างศักยภาพ ทางกฎหมาย และเพื่อความร่วมมือของรัฐสภา ในการพัฒนากฎหมายร่วมกัน
๖.๔ ด้านการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยนี้ แม้ว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่ง (๗๔ คน) จะมาจากการสรรหา แต่ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ต่างก็เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ของปวงชนชาวไทย หน้าที่ดังกล่าวจึงครอบคลุมถึง การรับทราบและสะท้อนปัญหา ความเดือดร้อนและต้องการของประชาชน โดยวุฒิสภาจะเป็น สื่อกลาง ในการนำปัญหา ความเดือดร้อน และความต้องการดังกล่าวของประชาชน ไปบอกกล่าวให้ฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี) ได้รับทราบ เพื่อแก้ไขปัญหาและความเดือดร้อนดังกล่าว
*****************
ไพโรจน์ โพธิไสย. บทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐. กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ๒๕๕๑. |