
ศาสตราจารย์ ดร.
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันศุกร์ที่
๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ณ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
จุลนิติ : ที่มา
ความหมายและวัตถุประสงค์ของแนวความคิดในการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องเดียวกันไว้ในที่เดียวกัน
(Compilation of Laws and regulations)
ศ.ดร.
บวรศักดิ์ฯ : การจัดทำประมวลกฎหมาย หรือที่เรียกว่า
Codification นั้นคือ
การรวมบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องเดียวกัน
หรือมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิดเข้าไว้ด้วยกัน
ซึ่งจะสามารถใช้อ้างอิงในศาลได้ และทำให้การศึกษาค้นคว้ากฎหมายที่มีหลักการหรือเนื้อความเกี่ยวเนื่องกันเป็นไปโดยง่ายสำหรับประชาชนโดยทั่วไปและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้กฎหมายนั้น
ๆ
การจัดทำประมวลกฎหมายมีประวัติและความเป็นมาเป็นเวลา
ช้านานแล้วในต่างประเทศ เช่น ในประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศเยอรมัน แต่ในส่วนของประเทศไทยนั้นยังมิได้มีการจัดทำอย่างเป็นระบบในลักษณะเช่นเดียวกับการจัดทำประมวลกฎหมายของประเทศตะวันตก
การจัดทำประมวลกฎหมายที่แท้จริงของประเทศไทยครั้งแรกน่าจะเป็นการจัดทำ กฎหมายตราสามดวง ที่ถือว่าเป็น Codification
ฉบับแรกของ
ประเทศไทย ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
รัชกาลที่ ๑ ซึ่งประกอบด้วย การรวบรวมพระราชกำหนด บทพระอัยการ
ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ ให้นำมารวมไว้เป็นหมวดหมู่
ในที่เดียวกัน
หลังจากนั้น
กฎหมายต่าง ๆ ที่ออกมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ ก็มีเป็นจำนวนมาก หมอบลัดเลย์จึงดำเนินการจัดทำหนังสือกฎหมายตราสามดวง
๒ เล่ม ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่และเป็นระบบ
ซึ่งต่อมามีเรื่องเล่าว่านายโหมด อำมาตยกุล
แอบไปยืมกฎหมายตราสามดวงฉบับรองทรงที่อยู่ในศาลาลูกขุนออกมาคัดลอก และ
ถูกเฆี่ยน แต่เราก็ถือว่าการจัดทำกฎหมายตราสามดวงโดยหมอบลัดเลย์เป็นการพิมพ์เผยแพร่แก่ประชาชนครั้งแรก
ต่อมาผู้ที่ดำเนินการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายตราสามดวงให้เป็นหมวดหมู่คือ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
(พระบิดาแห่งกฎหมายไทย) โดยได้ชำระสะสางกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วออกไปและจัดทำเป็นฉบับใหม่ขึ้นจำนวนสองเล่ม
ในปัจจุบันนี้ยังมีการจัดพิมพ์
เผยแพร่ปรากฏในที่ต่าง ๆ เช่น ในพิธีพระราชทานเพลิงศพของพลโทอัมพร ศรีไชยยันต์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม
เป็นต้น
ส่วนเล่มที่สามที่ได้มีการจัดทำขึ้นและถือเป็นฉบับที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ การจัดทำ
โดยโรเบิร์ต แรงกาต์
ซึ่งได้ชำระกฎหมายตราสามดวงอีกครั้งหนึ่งโดยการรวมบทบัญญัติของกฎหมายตราสามดวงให้มีความทันสมัยและเป็นปัจจุบันให้มากที่สุด
โดยการจัดหมวดหมู่ตามเรื่องที่ควรจะเป็น ซึ่ง
ไม่เหมือนกับการจัดทำโดยหมอบลัดเลย์ หรือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ โดยได้จัดพิมพ์ในคราวการประชุมกฎหมายประจำศกของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
(ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ ๑ จุลศักราช ๑๑๖๖)
สำหรับการจัดทำหรือรวบรวมกฎหมายตราสามดวงฉบับที่สี่นั้นเป็นการจัดทำโดยคุรุสภา
ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของกฎหมายตราสามดวงฉบับของ
โรเบิร์ต
แรงกาต์ ดังนั้น เราจึงถือว่า กฎหมายตราสามดวงเป็นต้นแบบ
ในการจัดทำประมวลกฎหมายของประเทศไทย
หนังสือรวมกฎหมายต่าง
ๆ ที่พิมพ์ขายกันอยู่โดยทั่วไปในท้องตลาดดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนั้นก็มิได้จัดทำในลักษณะที่เป็น
Codification ที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือรวมกฎหมายของสำนักพิมพ์นีติเวชที่รวบรวมเพียงพระราชบัญญัติและกฎหมายที่สำคัญเข้าไว้ด้วยกัน
หรือสำนักพิมพ์สูตรไพศาลและการจัดทำประมวลกฎหมายของมหาวิทยาลัยต่าง
ๆ
เช่น ประมวลกฎหมายปกครองของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก็มิได้มีความสมบูรณ์ในลักษณะเช่นเดียวกับหลักการและความหมายของการจัดทำ Codification
ทั้งนี้ เพราะบางฉบับก็มีเพียงพระราชบัญญัติ
บางฉบับก็มีทั้งพระราชบัญญัติและกฎหมายลำดับรอง แต่ความหมายของการจัดทำประมวลกฎหมายหรือ
Codification
ที่แท้จริงนั้น คือ การนำพระราชบัญญัติและอนุบัญญัติทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพระราชกฤษฎีกา
กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ระเบียบต่าง ๆ ที่สำคัญ
มารวมเข้าไว้เป็นเรื่องเดียวกันในที่เดียวกัน เช่น ถ้าเป็นเรื่องการขอใบอนุญาต
ก็จะต้องบอกไว้ใน Codification เลยว่ามีกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่องกี่ฉบับ
อะไรบ้าง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขออนุญาตมีว่าอย่างไร
เงื่อนไขและระยะเวลาในการออกใบอนุญาตที่กระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายต่าง ๆ เป็นอย่างไร
ดังนั้น เมื่อเราค้นหาคำว่า ใบอนุญาต ตามกฎหมายนี้ เราก็จะได้ข้อความและบทบัญญัติของกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องทั้งหมดครบถ้วนสมบูรณ์
แต่การจัดทำ
Codification ในต่างประเทศมีขั้นตอน
และวิธีการที่มีความละเอียดและยุ่งยากมากไปกว่าที่กล่าวมาข้างต้น
กล่าวคือ ประเทศตะวันตกนั้นได้มีการพัฒนารูปแบบของการจัดทำประมวลกฎหมายอย่างก้าวหน้า
โดยต้องการให้ Codification ดังกล่าว สามารถใช้อ้างอิงในการพิจารณาคดีของศาลได้ด้วย ซึ่งหมายความว่า
การจัดทำประมวลกฎหมายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบนั้น จะต้องมีการตราเป็นกฎหมายโดยรัฐสภา
ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศฝรั่งเศส หากมีโครงการจัดทำประมวลกฎหมายจราจร รัฐบาลจะต้องเสนอเป็นพระราชกำหนดเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติให้ทางรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารสามารถจัดทำประมวลกฎหมายจราจรได้
ต่อจากนั้น รัฐบาลจึงจะจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นคณะหนึ่ง และนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจราจรทุกฉบับ
กล่าวคือ กฎหมายจราจรทางบกและบทบัญญัติของกฎหมายอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องอย่างใกล้ชิดกัน
เช่น กฎหมายรถยนต์ กฎหมายขนส่งทางบก มารวมเข้าไว้ด้วยกัน ต่อจากนั้น
จึงลงมือรื้อกฎหมายที่ล้าสมัยออก
รวมทั้งการพิจารณาถ้อยคำของบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ไม่สอดคล้องกลมกลืนกับถ้อยคำของกฎหมายอื่น
ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่อจากนั้นจึงเสนอประมวลกฎหมายที่จัดทำเสร็จแล้วให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติ
ซึ่งการเสนอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติหมายความว่ารัฐสภาจะแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้
สามารถทำได้เพียงการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติเท่านั้น
ลำดับต่อมาจึงประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา เมื่อประกาศใช้แล้วในส่วนของเลขมาตราก็จะมีการจัดเรียงลำดับกันใหม่ซึ่งหมายความว่าบางเรื่องที่แต่เดิมเคยเป็นอนุบัญญัตินั้น
บัดนี้ จะกลายสภาพเป็นกฎหมายแม่บททันที นี่คือการจัดทำ Codification อย่างสมบูรณ์แบบ
แนวความคิดว่าด้วยการจัดทำ
Compilation of Laws and Regulations เพื่อนำไปสู่การจัดทำประมวลกฎหมายหรือ
Codification ของประเทศไทยนั้น
เกิดจากคำปรารภของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ในที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีหลายครั้งหลายคราวว่าในการจัดการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบใน
๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการในพื้นที่บอกว่าตน
ไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจไว้อย่างชัดเจน อันก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติภารกิจเพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นอย่างมาก
จึงได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ดร. วิษณุ
เครืองาม และผมในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปดำเนินการจัดให้มีกฎหมายใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงขึ้น
เมื่อได้มีการประชุมหารือระหว่างส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหลายแล้ว พบว่าความจริงกฎหมายที่ให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่นั้นมีอยู่แล้ว
และมีอยู่เป็นจำนวนมากด้วย แต่ไปกระจัดกระจายปรากฏอยู่ในกฎหมายต่าง ๆ เช่น
พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙
พระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๔๙๕ พระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าว ทาง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้ไปจัดทำเป็นประมวลกฎหมายเสีย
เพื่อให้เป็นที่สะดวกในการใช้บังคับกฎหมาย เช่น ไปศึกษาดูว่าในเรื่องการค้นนั้นอยู่ในกฎหมายฉบับใดบ้าง
แล้วนำหลักเกณฑ์
ในเรื่องการค้นที่ปรากฏในกฎหมายต่าง ๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกัน
ให้เห็นว่าการค้นในกฎหมายต่าง ๆ มีหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขอย่างไร เป็นต้น
การจัดทำประมวลกฎหมายนั้น
มีประโยชน์หลายประการ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง คือ เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
เนื่องจากทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกฎหมายได้อย่างสะดวกและสมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น
แทนที่จะไปค้นพระราชบัญญัติที่เป็นแม่บทและกฎกระทรวงที่ออกตามความในบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องอีกเป็นจำนวนมาก
ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงกฎหมายหรือ Access to Law ของประชาชนเป็นไปโดยง่าย
ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนต้องรู้กฎหมาย
การจะอ้างความไม่รู้กฎหมายมาเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากความรับผิดทางอาญานั้นไม่ได้
เพราะฉะนั้น รัฐจึงมีหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเข้าถึงกฎหมายให้มากที่สุด
ประการที่สอง คือ เป็นประโยชน์แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
เพราะทำให้เจ้าหน้าที่มีความมั่นใจในการปฏิบัติงานในภารกิจที่ตนรับผิดชอบ
โดยสามารถสืบค้นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ตนไว้ในที่เดียวกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
ถูกต้องและสมบูรณ์
ประการที่สาม คือ เป็นฐานในการปฏิรูปกฎหมายของประเทศไทยโดยรวมต่อไปในอนาคต
เพราะเมื่อมีการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องเดียวกันไว้ในที่เดียวกันแล้ว
เราก็จะพบว่ากฎหมายดังกล่าวมีส่วนที่ขาด
และมีส่วนที่บกพร่องหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพ
หรือเป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างไรบ้าง เพื่อนำมาชำระสะสาง
ดังเช่นครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงดำเนินการ
จุลนิติ : รูปแบบ
วิธีการ
ตลอดจนขอบเขตในการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องเดียวกันไว้ในที่เดียวกันของประเทศไทย
และมีความแตกต่างกับรูปแบบและวิธีการในการจัดทำประมวลกฎหมาย (Codification) อย่างไร
ศ.ดร.
บวรศักดิ์ฯ : ความแตกต่างระหว่างการจัดทำ
Codification และ Compilation ในรูปแบบ
วิธีการ และขอบเขตของการจัดทำนั้นมีอยู่
ด้วยกันหลายประการ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความหมายของการจัดทำ Codification ของประเทศตะวันตก ๒ ประการ ดังนี้
ประการแรก คือ การชำระสะสางบทบัญญัติของกฎหมายต่าง ๆ
และนำมารวบรวมไว้ในที่เดียวกัน
ประการที่สอง
คือ การพิจารณาศึกษาบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวว่ามีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือ
มีถ้อยคำที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ก็ให้ดำเนินการยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขเสีย โดยนำมารวมเข้าไว้ด้วยกัน
แต่การจัดทำ
Compilation นั้น มิได้มีการชำระสะสางในลักษณะเช่นเดียวกับ Codification เนื่องจากมีเพียงการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องเดียวกันมารวมเข้าไว้ด้วยกันเท่านั้น ดังนั้น อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าการจัดทำ Compilation ถือเป็นฐานในการจัดทำ Codification
ที่สมบูรณ์ต่อไป
จุลนิติ : สภาพปัญหาและอุปสรรคของประเทศไทยในการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องเดียวกันไว้ในที่เดียวกัน
ศ.ดร.
บวรศักดิ์ฯ :
ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในการทำ Compilation ของประเทศไทยมีอยู่ด้วยกันหลายประการ
ดังนี้
ประการแรก
เนื่องจากงานนี้มิใช่งานประจำของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแต่ถือเป็นการเพิ่มงานนอกเหนืออำนาจหน้าที่ให้แก่ส่วนราชการต่าง
ๆ ในการจัดทำ ดังนั้น จึงต้องจัดให้มีงบประมาณเพื่อการนี้ไว้โดยเฉพาะให้แต่ละหน่วยที่มีหน้าที่ในการจัดทำ
โดยอาจเป็นการทำในเวลาราชการหรือทำนอกเวลาราชการก็จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้จะต้องมีนโยบายทางการเมืองที่เข้มแข็งและมีความชัดเจนด้วย
ซึ่งในขณะนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
ก็ได้กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๕ ครั้ง และก็ได้มีการจัดสรรงบประมาณให้แก่ส่วนราชการต่าง
ๆ ไปจัดทำบ้างแล้ว
ประการที่สอง
คือ ปัญหาด้านรูปแบบในการจัดทำ เนื่องจาก
ยังไม่มีรูปแบบในการจัดทำที่ชัดเจนแน่นอน จึงต้องลองผิดลองถูกกันไป
สักระยะหนึ่งว่าจะมีรูปแบบที่ลงตัวอย่างไร ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงความสะดวกในการใช้ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
และเมื่อมีต้นแบบเป็นที่แน่นอนแล้ว
การจัดทำ Compilation ฉบับต่อ ๆ ไปก็จะไม่เป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากต่อไปอีกแล้ว
ประการที่สาม เมื่อประเทศไทยไม่เคยมีการจัดทำ Compilation
มาก่อนการรวบรวมในครั้งแรกก็อาจกระทำขึ้นยาก
เพราะมีบทบัญญัติของกฎหมายตั้งแต่ครั้งบรรพกาลอยู่เป็นจำนวนมากที่อาจยังมีผลใช้บังคับอยู่
หรือไม่มีการแก้ไขหรือยกเลิก กฎหมายบางเรื่องซึ่งมีทั้งกฎหมายแม่บทและอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องนับพันฉบับ
เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่ผมได้ดำเนินการรวบรวมอยู่ในขณะนี้
เมื่อได้รวบรวมกฎหมายต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศทั้งในส่วนของกฎหมายแม่บทไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติหรือ
พระราชกำหนด ตลอดจนกฎหมายลำดับรองอื่น ๆ ก็พบว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องนับพันฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องยากในการจัดหมวดหมู่ให้มีความเป็นระเบียบ
และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบอย่างยิ่ง เพราะการจัดทำ Compilation
นั้น มิใช่เพียงการนำกฎหมายมารวมกันไว้เท่านั้น
หากแต่
ยังต้องเขียนคำอธิบายและบทสรุปเนื้อหาสาระของกฎหมายในแต่ละกลุ่ม
หรือหมวดหมู่ของกฎหมายต่าง ๆ ด้วยว่ามีเนื้อหาสาระโดยสรุป รวมทั้ง
มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่มีความแตกต่างไปจากบทบัญญัติในหมวดอื่น ๆ
อย่างไร เป็นต้น
และเมื่อเราจัดทำ
Compilation ฉบับแรกเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในการจัดทำในกฎหมายฉบับต่อ ๆ มา ถ้าหากมีการออกกฎหมาย
ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงขึ้นใหม่
ไม่ว่าจะเป็นในระดับพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด หรืออนุบัญญัติต่าง ๆ เราก็จะสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น
ซึ่งอาจจัดทำเพียงให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
โดยการปรับปรุงของเดิมที่เราได้ทำไว้แล้วเท่านั้นเอง
ประการที่สี่ คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ซึ่งระบบ
ที่ควรจะเชื่อมโยงกันคือ ระบบของ ๔ หน่วยงานหลักทางกฎหมาย
แต่ในขณะนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ได้แก่
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานเลขาธิการ
สภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
เพราะหากการดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายของทั้ง ๔ หน่วยงานสำเร็จ ก็จะเป็นเครื่องมือสำหรับการช่วยให้การทำ
Compilation มีความเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ประการที่ห้า เป็นดำริของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
ที่ท่านต้องการให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่าง
ๆ ได้ด้วย เพราะกฎหมายของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่ข้าราชการเป็นคนเขียน
หรือกำหนดขึ้นไม่ใช่ประชาชนเป็น
คนเขียน อาจกล่าวได้ว่าที่ผ่านมานั้นการออกกฎหมายเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ข้าราชการฝ่ายเดียวเท่านั้น
โดยไม่ได้คิดหรือคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ให้กับประชาชนผู้อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมาย
ดังนั้น
หากรัฐจัดทำ Compilation ของกฎหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีความสมบูรณ์แบบแล้ว
ก็จะสามารถนำเผยแพร่แก่ประชาชนในเครือข่ายข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของทั้ง ๔ หน่วยงานดังกล่าวข้างต้นได้
ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายต่าง ๆ
ที่เขาไม่พอใจได้
จุลนิติ : ในอนาคตของประเทศไทยมีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะมีการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องเดียวกันไว้ด้วยกันในรูปแบบประมวลกฎหมาย
(Codification)
ศ.ดร.
บวรศักดิ์ฯ : เวลานี้ด้วยมติคณะรัฐมนตรีที่สั่งการให้ส่วนราชการ
และหน่วยงานของรัฐดำเนินการบูรณาการกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบและได้มีโครงการในการจัดทำ
Compilation อยู่ ๑๐ โครงการแล้ว เช่น
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน กฎหมาย
ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารการขนส่งหรือ
Logistic เป็นต้น และในแผนพัฒนากฎหมาย
พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็จะเสนอให้มีการจัดทำ Compilation กฎหมายเรื่องอื่น
ๆ
ขึ้นอีก ซึ่งขณะนี้ในส่วนของกระทรวงการคลังก็ได้มีการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการยกเลิกกฎกระทรวงจำนวน
๒๑ ฉบับ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗
เพื่อจัดรวบรวมเป็นกฎกระทรวงเพียงฉบับเดียวแล้ว เป็นต้น
จุลนิติ : ข้อเสนอแนะในการดำเนินการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องเดียวกันไว้ในที่เดี่ยวกันของประเทศไทย
ศ.ดร.
บวรศักดิ์ฯ :
ในชั้นนี้ผมอยากฝากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเกี่ยวกับการจัดทำ Compilation
of Laws and Regulations รวม ๓ ประการ ดังนี้
ประการแรก
ต้องถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการทุกส่วนที่จะต้องร่วมกันจัดทำขึ้น และเมื่อทำแล้วก็จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้มีความทันสมัยและสมบูรณ์ที่สุดอยู่เสมอ
และขอให้ส่วนราชการนำข้อมูลทั้งหมดนำขึ้น website ของแต่ละหน่วยงาน และส่งให้แก่ website กลาง ซึ่ง
จะมีสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบดูแล
ประการที่สอง คือ การขอความร่วมมือจากรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติ
เพราะในขณะนี้รัฐบาลกำลังจะเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย
การจัดทำประมวลกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากทั้งสองสภา
เพราะร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะทำให้กระบวนการ Modernize Law และกระบวนการพัฒนากฎหมายของประเทศไทยเป็นไปด้วยดี
ประการที่สาม ผมอยากฝากถึงประชาชน
ในฐานะที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายว่าประชาชนสามารถมี Contribution
ในการนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยวิธีการแนะนำ หรือให้ความเห็นว่าประมวลกฎหมายหรือ
Compilation ที่จะได้มีการจัดทำขึ้นนั้นมีความสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่เพียงใด
หรือกฎหมายบางส่วนพ้นสมัยไม่ท่วงทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
หรือมีสภาพใช้บังคับไม่ได้อย่างไร เป็นต้น
จุลนิติ : บทสรุปและข้อเสนอแนะอื่น
ๆ
ศ.ดร.
บวรศักดิ์ฯ : การจัดทำ
Compilation เพื่อเป็นฐานไปสู่ codification อย่างสมบูรณ์และเป็นระบบนั้น มิใช่สิ่งที่จะกระทำกันได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
หากแต่จะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาวิเคราะห์ที่ยาวนานและต่อเนื่องกันไปให้ครบถ้วนในทุกระบบกฎหมาย
ทั้งนี้ เพื่อจัดทำเป็นประมวลกฎหมาย
ได้ครบทุกเรื่องในอนาคต และเมื่อมีประมวลกฎหมายครบทุกเรื่องแล้ว
ก็จะเกิดความสะดวกแก่ประชาชน ส่วนราชการ และการพัฒนากฎหมายของประเทศให้มีความทันสมัยต่อไป.